All hearts are overflowed with Love confessions from “This modern Love” by Will darbyshire !

FullSizeRender

Dear, my love

It turns out to be somehow clichés when you talk about Love. ‘Love’ is some meaningful word of people in this modern society. How the word of ‘love’ changes in the past through time? Only one thing we learnt and realised about Love and How we meant to be with our loves. Technology changes us in some way. Accordingly, we started to keep messages in our own unique romantic ways. —By email or become anonymous author

“This modern Love” by Will darbyshire bring all the readers through love confessions which is still remain and expressed in words, sentences and electronics letters to you. I could see even detailed of unperfected but the most beautiful relationship in those all photos or letters together.

No matter how fate or coincidence brings me there. I am glad that I picked up this book from the shelf and read every words of the letters around the world carefully.

There are many steps in relationships started from having a crush on someone, being in love with someone to end of relationship with someone. I can feel all of those broken but joyful experiences from this book. I would like recommend you to give a try reading this book on rainy day. Therefore, you can feel that Love will always beautiful even it’s raining. Of course, there’ll be silver lining or even sunny day comes later.

Once again, This is not any love confession messages from me to my crush except that I fell in love with this book. Still, I hope my love letters with all my heart and missing would be sent to you one day ; )) *

Pipinploy , 2017

 

 

Advertisements

Small but matter : เพราะสิ่งเล็กๆล้วนมีความหมาย :*

small but matter

ฉันได้รับการแนะนำนิตยาสารแจกฟรีเล่มหนึ่งที่เนื้อหาไม่เล็กตามชื่อ Small but matter จาก เพื่อนที่น่ารักต่างคณะของฉัน เราเรียนวิชาเรียนรวมของนิสิตทุกชั้นปีและทุกคณะด้วยกัน นั่นคือวิชาที่เรียกว่า Gen-ed ที่เปิดโอกาสให้นักเรียน ลองเข้าไปเรียนความรู้เบื้องต้นของคณะอื่นบ้าง และปีนี้เป็นปีสุดท้ายพอดีที่เราบังเอิญเจอกัน เราต่างอยู่ปีสี่ และมาลงเรียนวิชานี้ด้วยเหตุผลที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่  แต่ฉันดีใจมากที่ได้คุยกันและได้ทำงานกลุ่มร่วมกัน

การแนะนำของเพื่อนทำให้ฉันลองเริ่มอ่านนิตยาสารด้วยความอยากรู้และสนใจดู  ถึงนิตยาสารจะเป็นอิสระแจกฟรี แต่เนื้อหาในทุกๆหัวข้อ ต่างถูกเขียนด้วยสาระและความตั้งใจมาทั้งหมดของนักเขียน หน้าปกที่ดูดีไซน์มาในแนวดึงดูดคนรุ่นใหม่ ทำให้คนที่การได้เห็นผลงานของคนที่อยู่ในวัยกำลังเรียนแต่มีแรงบันดาลใจ ทำให้ฉันอยากสนับสนุน และมีโอกาสได้เห็นนิตยาสารเล่มนี้ในฉบับต่อๆไปในอนาคต

เมื่อพลิกกระดาษเปิดทุกๆหน้าที่นักเขียนต่างรังสรรค์ขึ้นมาเกี่ยวกับ “มายาคติในรั้วมหาวิทยาลัย” ทำให้ฉันสัมผัสได้ว่า เพื่อนๆ และทีมงานของ Small but matter ต่างตั้งใจทำด้วยใจ มีแรงอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อสังคม และหวังเพื่อให้ก้าวย่างเล็กๆของการทำนิตยาสารครั้งนี้เป็นกระบอกเสียงสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และเรื่องราวในประเทศของเรา และอาจทำให้เรากลายเป็นกลุ่มพลังที่ขับเคลื่อนทางสังคมได้

เนื้อหาในฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็น มายาคติ หรือสิ่งที่เราเคยสงสัย ได้ถูกเขียนมาเพื่อเสริมตัวเราให้รู้และเปิดกว้างทางความคิดมากขึ้น การอ่านบทสัมภาษณ์จากอาจารย์หลายท่าน ทำให้ตัวฉันเปิดมุมมองของชีวิตในรูปแบบใหม่ๆ การอ่านเรื่องราว หรือสิ่งที่ผู้เขียนคิด ทำให้ฉันได้เห็นถึงข้อคิดเห็นที่ฉันทั้งเห็นด้วย และโต้แย้งเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่า

ในเวลาเดียวกัน ฉันเชื่อมั่นว่า การตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น ในท้ายที่สุด… สิ่งที่เราทำ วันหนึ่งต้องมีคนเห็นถึงความหมายและคุณค่าของสิ่งนั้น.. ในวันนี้ฉันได้เห็นมันผ่านตัวอักษรในนิตยาสารเล่มนี้แล้ว Small but matter คือความหมายของการเริ่มต้นจุดประกายฝันให้กับใครอีกมากมาย และเป็นความหมายของการรักในการทำบางสิ่งบางอย่างร่วมกันของนิสิตนักศึกษาเอาไว้

บางคนชอบเขียน จึงได้มีโอกาสเขียน บางคนที่ชอบอ่านอย่างเช่นตัวฉัน จึงได้มีโอกาสอ่าน

 

ฉันอยากเห็นสิ่งเหล่านี้จากคนรุ่นใหม่ต่อไป ฉันขอขอบคุณนิตยาสาร Small but matter ที่ได้จุดประกายความฝันให้กับใครหลายๆคน สำหรับที่เข้ามาอ่านในบล็อกของฉัน แล้วต้องการสนับสนุนนิตยาสารเล่มนี้ให้เกิดขึ้นจริงในอนาคตนี้ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ https://web.facebook.com/smallbutmatter

❤ https://smallbutmatter.wordpress.com

หรือ สามารถเข้าไปสนับสนุนการรวมทุน ณ Facebook ได้ที่ 😉 https://web.facebook.com/smallbutmatter/photos/a.422155027985795.1073741828.420999264768038/492293954305235/?type=3&theater

ฉันหวังว่า Small but matter จะเป็น matter จริงๆในสังคม และฉันหวังว่าทีมงานทุกคนจะไม่ย้อท่อต่ออุปสรรคใดใด และเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองทำต่อไปนะคะ

ขอบคุณค่ะ

pipinploy , 2016 –

THE ART OF DOING : Camille Sweeney and Josh Gosfield :*

the art of doing

 

Have you ever wondered why great achievers are in their high positions and become successful in their fields? Maybe they shared the same spectacular things..

That’s called “The Art of Doing”

This book is written by supportive partners Camille Sweeney and Josh Gosfield. I wasn’t expect much however, I found that I was quite enjoy reading this book. Randomly, I picked up this book and bought with 50% discount at Asia book booth at 44th National Book Fair and Bangkok International Book Fair 2016. I bought the book and the other economics novel “The big short” for only 199 Baths. Also,Without any expectation, I was amazed, built up with the details. After reading, I found that this book is easily explained how you should give your life hope and follow your goals. this is one of cool guidebooks for your life.

As my situation here, I can say that there are times I feel like I’m lost in the middle. Graduating and still unemployment is just like foggy clouds on my head. I’m not even sure about the future or the paths that I should continue on. There are many sails in the ocean and the winds are changing all the time.

The art of Doing is explained well by the writer in order by asking questions . For non-native speakers like me, I feel appreciated and become inspired.I’d to say that this book is decent one for How-to introducing books.

One of the wonderful things is that I fell in love with the timeline of success and how the writers put variety ideas and history of success in every careers.

When I finished the book, I learned some presuios things.

Please, just always remember your passions and desires,

Whatever you do, go for the ultimate.

Wherever you are, do not let your dream fade away.

South of the boarder, West of the sun : Haruki Murakami :*

South

South of the boarder, West of the sun : Haruki Murakami :* 

พระอาทิตย์สามารถขึ้นทางตะวันตกได้ด้วยหรือ?

แล้วผู้คนที่จะฝืนเดินตามไปทางทิศตะวันตกจะมีทิศทางชีวิตอย่างไร? เพราะความจริงเราต่างทราบกันดีว่า ในเมื่อดวงอาทิตย์นั้นไซร้ หมุนไปตามวันและเวลา ที่ทุกวันขึ้นทางตะวันออกและจางหายไป ณ ทิศตะวันตกเช่นนั้นเอง..

ฉันหยิบหนังสือมาอ่านและใช้เวลากลั่นกรองอยู่สักพักใหญ่ สำหรับฉันแล้ว South of the boarder, West of the sun เป็นผลงานของ Haruki Murakami  ที่เป็นเล่มที่อ่านแล้วชอบการเล่าเรื่องในหลายอย่างของตัวละคร และไม่ได้อ่านยากจนเกินไปเหมือนเล่มอื่น รวมไปถึงเล่มหนังสือไม่ได้มีความหนามาก จึงทำให้รู้สึกเพลิดเพลินเมื่อพลิกกระดาษไปทีละหน้า ตามแรงโน้มถ่วงของจังหวะและความรักที่เกิดขึ้น  แน่นอนว่า ผู้แต่งยังคงเอกลักษณ์และสไตล์ที่โดดเด่นของตนเองอยู่เสมอ South of the boarder เป็นอีกหนึ่งชื่อของเพลง Jazz ที่ขับขานโดยกล่าวถึงทางตอนใต้ของเม็กซิโก

 South of the border, down Mexico way.

That’s where I fell in love where stars above, came out to play.

And now as I wonder, my thoughts ever stray.

South of the border, down Mexico way.

หนังสือบอกเล่าเรื่องราวของ ชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่มีชื่อว่า Hajime เขาเป็นลูกคนเดียว และเคยสนิทสนมและมีความสัมพันธ์พิเศษทางจิตใจมากกับเด็กสาวคนหนึ่งเมื่อครั้งพวกเขาทั้งคู่อายุ 12 ขวบ ณ เวลานั้น พวกเขาเยาว์วัยเกินกว่าจะเข้าใจในหลายๆสิ่ง แต่การที่เด็กผู้หญิงคนนั้นมีความหมายมาก แม้พวกเขาจะตกหล่นหายไปจากชีวิตของกันและกัน เธอได้หล่อหลอม Hajime ให้มีความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือน แน่นอนว่า สำหรับฉันแล้ว เธอนั่นเองที่เป็นคนแนะนำให้ Hajime ชอบและหลงใหลในเพลง Jazz พวกเขาชอบเพลงของ  Nat King Cole และเพลงโปรดที่ชอบฟังด้วยกันคือ Pretend และเด็กผู้หญิงคนนั้น เธอมีชื่อว่า Shimamoto

Pretend you’re happy when you’re blue 

It’s isn’t very hard to do 

ไม่อาจจำเป็นต้องหาเหตุผลที่แท้จริงของการแยกจากกัน .. Hajime มีชีวิตต่อไปเมื่อเขาย้ายบ้านไปไกล และเขาคิดว่าคงจะไม่ได้เจอเธออีกตลอดกาล  Hajime กลับมีอดีตที่มืดมนต่อมา เมื่อเขาหักหลังแฟนสาวของเขา ในช่วงมัธยมปลาย โดยการไปนอนกับญาติสาวที่สนิทกับเธอแทน ทำให้เราค้นพบว่า ในช่วงวัยรุ่น เราต่างมีเรื่องที่ตัดสินใจผิดไป หรือสัญชาตญาณบอกเราให้เป็นเช่นกัน การเลือกนอนกับใคร ช่างเป็นสิ่งยั่วยวนจิตใจเราเหลือเกิน นั่นคือการที่เราไม่จำเป็นต้องรัก แต่แค่ปราถนาทางเพศเท่านั้น

Shimamoto ปรากฏตัวอีกครั้ง หลังจากที่ทุกอย่างเหมือนจะลงตัวในชีวิตของ Hajime เขาอยู่อายุในช่วงสามสิบ เป็นเจ้าของร้านผับ Jazz ถึงสองแห่ง เขาแต่งงาน มีภรรยาที่ดี และลูกสาวที่น่ารักอีกสองคน Hajime เร่ิมมีชื่อเสียงจากการที่เขาได้ให้สัมภาษณ์ลงนิตยสาร เพื่อนๆจากที่ไม่เคยคุยกับเขา หรือรู้จักกันเพียงน้อยนิด ต่างมาเยี่ยมเยียนทำให้เขาหวนระลึกความหลังอยู่เสมอ สำหรับชายหนุ่มที่ชอบการว่ายน้ำและยังสุขภาพดี ช่างเป็นวัยที่เหมาะสมกับการคบผู้หญิงคนอื่น หรือแม้แต่การพบค้นความจริงว่า มีผู้หญิงอีกคนที่อยู่ภายในใจตลอดมา

ใช่แล้ว.. ความรักมันเป็นสิ่งสวยงามที่สลับซับซ้อน  และมันอาจจะเจ็บปวดมากราวกับว่า เรายอมทิ้งทุกอย่างเพื่อสิ่งนั้น ทุกสิ่งนี้ไม่อาจอธิบายอธิบายได้ถึงความรู้สึกที่ Hajime มีต่อ Shimamoto

ฉันเปิดหนังสืออ่านไป พร้อมกับรับรู้ความเจ็บปวดของตัวละครที่ไม่ใช่เพียงแค่ Hajime แต่ยังเป็นแฟนเก่าของเขาที่โดนหักหลัง และความสวยงามของนิยายเรื่องนี้ ฉันหลงรักประโยคหนึ่งมาที่กล่าวมาจากภรรยาของ Hajime ว่า

“I think you still love me, but we can’t escape the fact that I’m not enough for you. I knew this was going to happen. So I’m not blaming you for falling in love with another woman. I’m not angry, either. I should be, but I’m not. I just feel pain. A lot of pain. I thought I could imagine how much this would hurt, but I was wrong.” 

ไม่ว่าใครต่างมีอดีต และไม่ว่าใครต่างต้องเจ็บปวดด้วยกันทั้งนั้น และวันหนึ่งเราอาจจะต้องเดินหน้าต่อไปและเพียงพอกับการฟังเพลงที่เป็นเพลงโปรดของเราเสียที

Shimamoto เป็นผู้หญิงที่เป็นความลับในใจที่มีมาตลอดของ Hajime เขาจดจำท่าทาง กริยา แม้แต่การเดินของเธออยู่เสมอ การสูญเสีย Shimamoto และการกลับมาของเธอ เป็นเพียงปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราไม่เคยวาดฝันมาก่อนเลย  “เพียงเพราะช่วงนั้น เราต่างรักกัน และเราช่างอ่อนเยาว์จนเกินไป”  และเพลงนั้นที่เป็นเพลงของเรา แม้จะกลับมาเปิดใหม่ ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

คนที่เราไม่อาจอยู่กับเขาได้ เราจะจดจำเขาไปตลอด คนที่เราไม่สามารถรักได้ เราอาจจะเก็บพื้นที่ส่วนหนึ่งในใจรักเขาไปตลอด

“Hajime,” she began, “the sad truth is that some things can’t go backwards. Once they start going forward, no matter what you do, they can’t go back to the way they were. If one little thing goes awry, then that’s how it will stay forever.” 

สำหรับฉันแล้ว ความรักเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ และผู้หญิงในคืนฝนตกวันนั้น คงเป็นรักแรกที่เราควรฝังเอาไว้ภายใต้ดวงอาทิตย์ ณ ตะวันตก..ไม่มีการกล่าวว่า เราคงจะได้เจอใหม่ หรือเจอกันในเร็วๆนี้ เธออาจจะเป็นแค่ภาพฝันในจินตนาการก็เป็นได้ หากวันหนึ่งเราไม่มีชีวิตหรือตัวตนหลงเหลืออยู่แล้ว แต่ความเป็นเธอที่หล่อหลอมตัวเราในใจเรานั้น จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดกาล.,