นั่งรถไฟลอยน้ำครั้งแรก ;’ )

21/11/2017

สวัสดีค่ะ ;’) ปลายปี 2017, อันที่จริงอากาศควรจะหนาวแล้วเนอะ วันนี้เลยมาอัพเดตทริปที่ประทับใจหน่อย ถือเป็นทริป “นั่งรถไฟลอยน้ำ” ครั้งแรกเลย เนื่องจากเราได้มีโอกาสเห็นจากเพจ Facebook หนึ่งโดยบังเอิญ และได้ติดตาม ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย จึงตัดสินใจชวนแฟนลองนั่งรถไฟไปเที่ยวด้วยกัน สำหรับตั๋วรถไฟที่เราสองคนซื้อ ราคาคนละ 270 บาท ออกเดินทางกรุงเทพ (สถานีกรุงเทพ ที่หัวลำโพง) ไปยังเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และสถานีโคกสลุง ระหว่างทางมีของกินให้เราอยู่ตลอด ทั้งข้าวกล่องที่อยุธยา หรือขนมเยอะแยะเลย เช่น โรตีสายไหม ขนมถั่วกลอย

ส่วนบรรยากาศนั้น ก็มีวิวที่สวยงามให้เราได้ชมตลอดทาง กิจกรรมที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ก็มีมากมายให้เราได้เลือกกัน ไม่ว่าจะเป็น นั่งรถตัวหนอนชมบรรยากาศ ให้นมแพะ หรือให้อาหารปลา มั่นใจว่าถ้าใครได้มีโอกาสเดินทางในเดือนธันวาคมต้องชอบอากาศเย็นๆแน่เลย

ถึงอากาศตอนที่เราไป จะค่อนข้างชื้น แต่เรากับแฟนก็มีความสุขกันมากที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน  อยู่กันแบบนี้ไปนานๆนะ ;’)) ถ้าเลิกกัน ฉันคงหว่อง กลับไปนั่งรถไฟคนเดียวอีกแน่เลย (รูปที่ถ่ายอาจจะน้อยไปหน่อยเพราะมัวแต่เก็บบรรยากาศจากความรู้สึกกัน)

ขอบคุณปีนี้ที่ได้เจอกัน ขอบคุณหลายๆอย่างที่ทำให้เราผิดหวังเสียใจที่ผ่านมา ที่ทำให้รู้ว่าความรักที่ดีเป็นยังไงและคนที่รักเราเขารักเรามากแค่ไหน ., ไว้ไปเที่ยวกันอีกนะ ;”))

 

 

 

 

Advertisements

‘Miscommunication’ การสื่อสารที่ทำให้ความสัมพันธ์เรายอดแย่!

Attachment-1.png

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า Miscommunication คืออะไร? และมีความจำเป็นอย่างไรเกี่ยวกับการทำงานในองค์กร และความสัมพันธ์ของเราในชีวิตประจำวัน

คำตอบคืออย่างงี้ค่ะ เพราะชีวิตประจำวันของเรานั้น จะต้องสื่อสารกับคนรอบข้างอยู่เสมอ ไม่ว่าเป็นทางตรงทางอ้อม คุยกับเพื่อนที่ทำงาน หรือแม้แต่คนในครอบครัว และ Miscommunication เกิดขึ้นได้อย่างไร? คำตอบที่สามารถอธิบายอย่างง่ายๆถึง Miscommunication คือประโยควลีนี้ค่ะ

“I don’t really know what your objectives are, and I felt left out” 

“ฉันไม่อาจรู้ได้ว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงของคุณคืออะไร? และมันทำให้ฉันรู้สึกถูกทอดทิ้ง”

ถูกต้องค่ะ เพราะมนุษย์เราไม่อาจรับรู้จุดประสงค์-องอีกฝ่ายเพียงแค่สังเกตจากการกระทำเท่านั้น การสื่อสารที่ดี จึงมีความจำเป็นอยู่อย่างมาก และบางครั้งการสื่อสารที่ผิดพลาด ก็ส่งผลให้ทุกอย่างแย่ลง ทั้งที่เรื่องราวเกิดจากเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เคยสังเกตตัวเองไหมว่า บางครั้งหัวหน้าเราก็สั่งๆงานเรา แต่ไม่บอกเราว่าจะทำไปทำไม เราก็ไม่แรงกำลังใจในการทำ หรือแม้แต่การที่คนรักเรามาสั่งให้เราทำตามที่แบบที่เค้าบอก แต่เค้ากลับไม่ได้บอกเราว่า อันที่จริงเขาเป็นห่วงนะที่ทำแบบนี้ มันทำให้เรารู้สึกแย่ และไม่เข้าใจ ส่งผลให้ทะเลาะกัน และเลิกกันในท้ายที่สุด

ตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญเลย คือกรณีศึกษาเคสหนึ่ง ชื่อว่า “The Ethnic Theory of Plane Crashes” โดย malcolm gladwell ค่ะ โดยในเคสได้อธิบายให้ฟังว่า การใช้ภาษาใน “ภาษาเกาหลี”นั้น เนื่องจากมีระดับชั้นชัดเจนแน่นอนและให้ความเคารพกับ Seniority มาก จึงเป็นการสร้าง Power Distance ให้กับองค์กร โดยเฉพาะ Korean Air ในสมัยก่อน กล่าวคือนักบินผู้ช่วย ไม่กล้าบอกกัปตันของตัวเองตรงๆว่า “เครื่องบินกำลังจะตกแล้วว!” แต่เป็นการพูดอย่างสุภาพอ้อมๆ วกไปเวียนมา เช่น ทางปีกซ้ายดูอากาศดีนะครับหรือกัปตันครับ เรดาร์นี่ช่วยเราได้เยอะจริงๆนะครับ (ภาษาอังกฤษอาจเรียกว่า Sugar coat) ค่ะ เป็นคำหวานซึ้งเท่านั้น สุดท้ายกัปตันไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นว่าเครื่องบินมีปัญหา และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เครื่องบินตกจนตายยกลำค่ะ

บางคนอาจกล่าวว่า การคุยกัน หรือสื่อสารกันตรงๆก็ไม่ช่วยอะไรหรอกนะคุณ สำหรับเราแล้ว นั่นเพราะ Misccomunication ทำให้เป็นเช่นนั้นค่ะ เพราะการปรึกษากันมากมายไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่หรอกค่ะ หากการคุยนั้นไม่มีวัตถุประสงค์ และให้คุณค่าร่วมกันเลย

ณ ตอนนี้หลายๆคนอาจจะหลงลืม จุดเล็กๆแต่เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตเช่น Miscommunication ไป ในการทำงาน หากหัวหน้าไม่รู้จุดประสงค์ Middle Manager ไม่รู้ว่าทำไปเพราะอะไร คนระดับล่างสุด พนักงานหใม่ หรือขั้นเริ่มต้นไม่รู้ ยิ่งทำให้รู้สึกแย่ไปใหญ่ ทำให้องค์กรทำงานอย่างไร้ประสิทธิภาพได้

สุดท้ายนี้ เราอยากจะกล่าวว่า การมีจุดประสงค์ร่วมกันเป็นสิ่งที่สำคัญ และอย่าลืมกล่าวคำที่ชื่นชมและให้กำลังใจกันด้วยนะคะ เช่น ขอบคุณมาก ทำได้ดีมาก เพียงแค่นี้ ความสัมพันธ์ที่ยอดแย่ก็จะสามารถเชื่อมตัวเรากับคนรอบข้างได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

ขอบคุณค่ะ ;’)

All hearts are overflowed with Love confessions from “This modern Love” by Will darbyshire !

FullSizeRender

Dear, my love

It turns out to be somehow clichés when you talk about Love. ‘Love’ is some meaningful word of people in this modern society. How the word of ‘love’ changes in the past through time? Only one thing we learnt and realised about Love and How we meant to be with our loves. Technology changes us in some way. Accordingly, we started to keep messages in our own unique romantic ways. —By email or become anonymous author

“This modern Love” by Will darbyshire bring all the readers through love confessions which is still remain and expressed in words, sentences and electronics letters to you. I could see even detailed of unperfected but the most beautiful relationship in those all photos or letters together.

No matter how fate or coincidence brings me there. I am glad that I picked up this book from the shelf and read every words of the letters around the world carefully.

There are many steps in relationships started from having a crush on someone, being in love with someone to end of relationship with someone. I can feel all of those broken but joyful experiences from this book. I would like recommend you to give a try reading this book on rainy day. Therefore, you can feel that Love will always beautiful even it’s raining. Of course, there’ll be silver lining or even sunny day comes later.

Once again, This is not any love confession messages from me to my crush except that I fell in love with this book. Still, I hope my love letters with all my heart and missing would be sent to you one day ; )) *

Pipinploy , 2017

 

 

[หนึ่งในคำปราศรัยที่ดีที่สุด!] สองสิ่งที่มีค่ามาก สำหรับวัยรุ่นในยุค 20s

wf

คำปราศรัยนี้เป็นคำแปลมาจากส่วนในปราศรัยของคุณ ‘Philip Wang’ หนึ่งในผู้สร้าง Digital Content company ชื่อว่า Wong Fu Production ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่โด่งดังมาก โดยคำปราศรัยนี้ได้ถูกกล่าวสำหรับนักศึกษาที่จบจาก  UC San Diego ค่ะและฉันเองรู้สึกประทับใจมากจนคิดว่า อยากแปลคำปราศรัยดังกล่าวเป็นภาษาไทยมาฝากทุกคนค่ะ ฉันอาจจะแปลได้ไม่ดีเท่าไหร่ หรือถ้าอ่านแล้วยังติดขัดอยู่บ้าง ต้องขออภัยด้วยนะคะ หวังว่าทุกคนจะได้รับแรงบันดาลใจค่ะ ❤

สองสิ่งที่มีค่ามากสำหรับวัยรุ่นในยุค 20S

อย่างแรกเลยที่ทุกคนต้องพูดถึงคือ “การทำงาน” ผมคิดว่านักศึกษาหลายๆคนเลยที่คิดว่าหลังจากเรียนจบแล้ว ทุกคนจะต้องหางานเพียงแค่งานอย่างเดียว หรือทำตามสิ่งที่รักนั้นและอยู่กับมันไปชั่วนิรันดร์ ในความเป็นจริงคือ คุณกำลังจะต้องมีอีกหลายงานที่ทำเลย คุณจะเผชิญและลองทำอะไรบางอย่างในช่วง 2-3 ปี และอาจจะเกลียดมันก็ได้ จากนั้นคุณจะปรับตัว จะตั้งคำถาม เปลี่ยนแปลง และสร้างเส้นทางอาชีพให้กับตัวคุณเอง

เอาล่ะ ที่นี้ก็ถึงเวลาที่หลายๆคำปราศรัยามักจะบอกว่าให้คุณ ทำตามความฝันสิ! ทำตาม Passion สิ! แล้วคุณอาจจะได้เป็น Steve Jobs คนต่อไปก็ได้! แต่ผมต้องบอกความจริงกับคุณเลยคือ .. ผมไม่เห็นด้วยกับข้อความที่เป็นแรงบันดาลใจเช่นนั้น ผมเองก็ทราบดีว่า มีคนมีมากมายเลยที่ใช้ชีวิต และไม่รู้ว่า Passion ที่แท้จริงของตนเองคืออะไร บางครั้งมันอาจจะเร็วเกินไป บางคนอาจจะไม่เคยรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนให้คิดแบบนั้นเลย ดังนั้นผมไม่อยากจะยืนอยู่ตรงนี้และทำให้คนรู้สึกแย่ หรือกลัวว่า “ให้ตายเถอะ” ชั้นไม่ได้มีความปราถนาอย่างแรงกล้าใน วิศวกรรมไฟฟ้า หรือสังคมวิทยานี่นา แล้วฉันจะทำยังไงกับปริญญาที่ได้รับในชีวิตนี้ดีล่ะ?!?

ฟังนะ ถ้าคุณเองรู้ดีว่า Passion ของคุณคืออะไร ก็ไปให้สุดทางเลย อย่าไปกลัวกับความผิดพลาด ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปตามแผน, หรือความอดทน และเรื่องอื่นๆอีกเยอะ พวกคุณใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์อยู่แล้ว คุณสามารถเห็นได้จาก Buzzfeed วิดีโอที่กล่าวถึงคำปราศรัยเรียนจบต่างๆ และมันเป็นเรื่องจริง 100 เปอร์เซนต์ ผมเองก็เรียนรู้จากประสบการณ์ ฟังผู้คนเหล่านั้นเพราะพวกเขามีทั้งประสบการณ์และประสบความสำเร็จมากกว่าผม

 

แต่สำหรับคนที่ยังคิดไม่ออก หรือรู้สึกว่างเปล่าเวลาที่คนบอกว่า “ทำตามความฝันสิ” ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่เป็นอะไรหากคุณยังไม่แน่ใจในตอนนี้ กล่าวตามตรงเลย ผมเองไม่เคยรู้ว่า Passion ของผมคือการเล่าเรื่อง และกำกับภาพยนตร์เลย แม้แต่ตอนที่ผมเคยนั่งอยู่ตรงนั้น ตอนที่ผมเรียนจบเหมือนพวกคุณ ผมรู้เพียงแค่ว่า ผมสนุกกับมัน และผมชอบมันมาก แต่คำว่า Passion เป็นคำที่หนักอยู่พอสมควร และในขณะที่อายุเพียงแค่ 21 ปี ผมจะไปมั่นใจได้อย่างไร?

แต่คืออย่างนี้ .. ผมไม่ได้วิ่งตาม Passion แต่ผมกลายเป็นคนที่มี Passion กับสิ่งที่ผมวิ่งตามอยู่ และคุณก็ควรทำเช่นนั้นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นงานที่ทำ หรืองานอดิเรกของคุณ นั่นเพราะว่าสิ่งที่สำคัญมากกว่าการมีความฝันคือ การที่ความปราถนาที่จะไปให้ถึงสิ่งนั้น ขอให้คุณกระตือรือร้นและมีความทะเยอทะยานกับสิ่งที่คุณทำไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ให้มีความกระหายทั้งในอาชีพของคุณ และสิ่งอื่นๆ คุณเองจะเซอร์ไพร์สถึงที่ๆอาจจะพาคุณไปถึง แม้ว่าความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้านั้น อาจจะฟังดูท้าทายและต้องข้ามไปให้ได้สำหรับบางคน แต่มันสามารถเปลี่ยนชีวิตคุณได้นะ มันเกิดขึ้นแล้วกับผม และทำให้ผมมายืนอยู่ ณ ที่นี้

ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอสังหาริมทรัพย์ การ์ตูน ทันตกรรม หรือแม้แต่ฟิตเนส ให้ค้นหาความอยากรู้ ความกระตือรือร้นของคุณในเรื่องนั้น และผมมั่นใจว่าชีวิตของคุณเมื่อจบอายุช่วง 20 ปีนั้น จะต้องดีกว่า เพราะคุณได้ทำอย่างนั้นแล้ว จงอย่าไปกลัว หรือในกรณีหลายกรณีที่จะบอกว่า มันดูเจ๋งไปที่จะ “ลองทำ”  สิ่งที่แย่ที่สุดเลยคือการที่คุณใช้ชีวิตหลายๆปีต่อจากนี้เป็นเพียงคนที่ไม่มีความหมายใดใด ดังนั้น ถ้าคุณรู้ว่า เป้าหมายของคุณคืออะไร และมันเป็นสิ่งที่คุณรัก เข้าใจด้วยการว่า ได้เรียนรู้นั้น เป็นของขวัญ! ถ้าเสียเวลาเปล่ากับการเขินอาย ให้ทำงานและไปให้ถึงตรงนั้น แต่ถ้าคุณยังไม่รู้ ก็ให้พิจารณาจากหน้าที่ สิ่งที่สำคัญในชีวิตคุณ เพื่อที่จะตอบให้ได้ว่า สิ่งไหนหรือจุดไหนที่คุณจะยืนอยู่ในหลายปีต่อจากนี้

และนั่นเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนกล่าวถึงเมื่อผ่านอายุช่วง 20 ปีแล้ว อย่างที่สองคืออะไร? สิ่งที่สองที่สำคัญนั้นคือ “ความรักและความสัมพันธ์”

ตอนนี้ผมทราบดีว่า อาจจะไม่เหมาะสมที่จะพูดเรื่องนี้ในวันเรียนจบแต่ผมคิดว่า หลายๆคนอาจจะคิดเกี่ยวกับ “การพบเจอความรัก” มากกว่า “การตามหาความฝัน” ตลกดีเหมือนกันเนอะครับ?  ความรักได้นำพาชีวิตของเราผ่านอะไรหลายชีวิต ถึงแม้มันจะดูน่าขำขัน แต่จริงๆแล้ว ไม่ว่าจะเกี่ยวกับความสำเร็จ เพื่อนหลายๆคนที่อิจฉาคุณมากมายเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณไม่มีความสุขในหัวใจของคุณ สิ่งอื่นๆคงไม่สำคัญเท่าไหร่เลย เพราะฉะนั้น อดทนกับผมสักนิด ผมแค่อยากจะแชร์ 3 สิ่งในความคิดของผมเกี่ยวกับความรัก และมันอาจจะทะแม่งๆไปแปปนึงนะครับ

อย่างแรกเลยคือ  จงรักตัวเอง

การเดินทางบนเส้นทางความรักของคุณ จะต้องหนักหนาอยากเย็น และหลายๆคนอาจจะได้รับประสบการณ์ที่เจ็บปวดมาจากความสัมพันธ์ที่หายไป แม้ว่าคุณจะเสียใจกับข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ของคุณเอง หรือคุณเองจะต้องเหงามากมากมาก ไม่ว่ามันจะแย่แค่ไหนก็ตาม ได้โปรด อย่าคิดสักนิดเลยว่า มันเป็นจุดจบของโลกใบนี้ อย่าให้ความรู้สึกว่าใครอีกคนนั้นเป็นคนบอกว่าตัวคุณเป็นใครหรือเป็นทั้งหมดของชีวิตคุณ คุณจะต้องมั่นใจว่าคุณรักตัวเอง ทำเพื่อตัวเองบ้าง เชื่อมั่นในตัวเอง และแน่นอนว่าต้อง ดูแลตัวเอง ให้คุณค้นพบสิ่งที่มีค่าในตัวและมั่นใจว่าคนที่คุณอยู่ด้วยกันนั้นจะสนับสนุน และท้าทายให้คุณเป็นคนที่ดีกว่าขึ้น 

สิ่งต่อไปคือ, จงรักอย่างจริงใจ

ผมคิดว่าเราเติบโตมาพร้อมกับความคิดที่ว่า “ความรัก” เกิดขึ้นกับเราเหมือนเวทมนตร์ แต่ไม่ใช่หรอกครับ แรงดึงดูดต่างหากที่เป็นเวทมนตร์ แต่การสร้างความสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่เลือกได้ และเป็นตัวเลือกที่คงที่ และคุณจะต้องจริงใจกับตัวเองเมื่อถึงเวลาที่คุณจะเลือกใครสักคนที่จะมีความสัมพันธ์ด้วย นั่นหมายความว่า คุณจะต้องเข้าใจในอารมณ์ของตัวเอง ความรู้สึกเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีรสชาติ แม้จะเป็นความรู้สึกเศร้าก็ตาม ให้คุณโอบกอดทุกมิติของอารมณ์และเรียนรู้จากประสบการณ์ในแต่ละอย่าง ให้คุณเรียนรู้ว่าคุณสมบัติแบบไหนที่สำคัญกับคุณ อะไรที่ทำให้คุณหัวเสีย และจะสื่อสารอย่างไรให้ดีขึ้น เรียนรู้จากความแตกต่างระหว่าง ความสัมพันธ์ที่ต้องประคับประคองไปหรือความสัมพันธ์ที่ไม่ทำงานแล้ว และสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยคือ .. เรียนรู้ที่จะให้อภัย .. ทั้งผู้อื่นและตัวคุณเอง สิ่งที่จะเป็นอีกบททดสอบที่ยาก แต่คุณจะต้องการมันที่สุด การทำร้ายคนอื่น หรือการเจ็บปวดจากการถูกทำร้าย เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางของชีวิต ฉะนั้นจงขอบคุณคนที่ไม่ใส่ใจ คนที่คุณโกรธแค้น หรือรู้สึกผิด เพราะผมเองทำเช่นนั้น

ท้ายที่สุดแล้ว, จงรักครอบครัวของคุณ 

ช่วงวัย 20 ปี เป็นช่วงที่คุณเริ่มจะตระหนักได้ว่า พ่อแม่ของคุณเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น มันเป็นเวลาช่วงนี้เองที่พวกท่านหลายคนพบกัน หรือแม้แต่มีคุณ (เป็นภาพที่ตลกมาก ณ วันเรียนจบ) คุณจะเดินทางมาถึงช่วงอายุเท่ากันและเรียนรู้ว่า พ่อแม่ของคุณผ่านอะไรมาบ้าง พวกท่านไม่เพียงแค่ “โตขึ้น” เท่านั้น แต่พวกท่านก็เคยเป็นเด็ก เคยหลงทาง และเคยหวาดกลัวเฉกเช่นเดียวกับคุณ เพราะพวกท่านคือ มนุษย์คนหนึ่ง ! และคุณจะเริ่มเห็นอกเห็นใจพวกท่านมากขึ้น เพราะการเป็นมนุษย์คนหนึ่งนั้น หมายความว่า พวกท่านจะไม่ได้อยู่ใกล้ๆคุณตลอดไป ดังนั้น จงใช้เวลากับพวกท่านบ้าง พยายามจะไม่รำคาญท่าน กล่าวคำขอบคุณท่านและรักท่าน ลองถามคำถามเกี่ยวกับชีวิตพวกท่านทั้งในอดีตและปัจจุบัน พวกท่านมีอะไรตั้งมากมายที่จะเล่าให้คุณฟังครับ

ผมหวังว่าแนวคิดนี้จะทำให้คุณให้คุณมีมุมมองที่ดีขึ้นในหลายๆปีต่อจากนี้ มันเปนธรรมขาติที่จะต้องขบคิดกับตัวเองในช่วงหนึ่ง ให้คุณคิดว่า คุณได้ตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกเรียน เลือกทำงาน และเลือกในชีวิตนั้น คุณอาจจะรู้สึกอายถ้าต้องถูกเปรียบเทียบกับเพื่อนๆและคุณไม่ได้ประสบความสำเร็จ หรือไม่รู้ว่าตัวคุณเองกำลังทำอะไรอยู่ แต่เชื่อไหมครับ? ไม่มีใคร ณ ที่นี้ รู้จริงๆ ในสิ่งที่พวกเขาทำอยู่หรอก ผมสัญญาเลย แม้แต่คนที่ได้ฝึกงานที่ดีๆหรือเรียนต่อปริญญาโทแล้ว แม้แต่ผมก็ตามที! ตอนที่ผมจบใหม่ๆ ผมมักจะตั้งคำถามในตัวเอง ว่ากำลังไล่ตามสิ่งที่ “โง่เง่า” และไม่คงทนอย่าง “ศิลปะฎ หรือเปล่า ผมคิดว่าเพื่อนคนอื่นๆกำลังทำสิ่งที่ถูกในชีวิตและงานของพวกเขาแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ผมมีกำลังใจต่อไปคือ เพื่อนที่ดี โชคดีที่ผมผ่านช่วงเวลาที่อ่อนไหวกับ Wes และ Ted ผู้ร่วมก่อตัง Wang Fu Production กับผม พวกเราเคยหลงทาง แต่อย่างน้อยพวกเราก็หลงทางด้วยกัน ดังนั้น จงพาตัวคุณเองไปอยู่กับคนที่มีทัศนคติที่ดี คนเหล่านั้นจะคอยสนับสนุนและผลักดันคุณให้ค้นพบความรู้สึกของ Passion และพวกเขาจะอยู่กับคุณเมื่อครั้งที่ชีวิตรักของคุณห่วยแตก

ให้เวลากับตัวคุณบ้าง แต่อย่าเสียเวลาไปโดยเปล่า สิ่งนี้แตกต่างกัน และหาให้เจอว่าสิ่งไหนที่จะทำให้คุณมีประสบการณ์ในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ให้สุดยอดที่สุด

 

ขอบคุณครับ !


 

เป็นยังไงบ้างคะเพื่อนๆ? อ่านแล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง สำหรับตัวเราเอง พออยู่ในช่วง 20s ครั้งนี้ก็มีปัญหาและหลายๆอย่างให้คิดเหมือนกัน พอฟังแล้วรู้สึกมีพลังมากขึ้นเลยค่ะ

ใครที่ต้องการดูคลิป หรืออ่านเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ที่เราต้องบอกว่าซึ้งกว่า และอินกว่ามาก สามารถติดตามได้เลยนะ! ขอให้กำลังใจอยู่ที่ทุกคนนะคะ สู้ๆไปด้วยกันนะ ขอบคุณค่ะ

SOURCE

https://wongfuphil.wordpress.com/2016/06/15/the-2-things-that-matter-most-to-people-in-their-20s/

 

ไอเดียทำ DIY จาก ‘เปเปอร์มาเช่’ ง่ายๆที่คุณทำเองได้ที่บ้าน ;’)

 

สวัสดีค่ะทุกคน ;’)) วันนี้เราจะมาแนะนำไอเดียทำ DIY ตุ๊กตาจากเปเปอร์มาเช่ง่ายๆให้ทุกคนค่ะ เนื่องจากเรามีเวลาว่างเยอะมาก จึงอยากลองหาอะไรทำดู พอได้ทำเลยอยากเขียนบล็อกเก็บไว้ เพื่อจะได้แชร์กับทุกคนค่ะ

สำหรับเพื่อนๆคนไหน สนใจอยากทำตุ๊กตาตกแต่งบ้านเป็นของตัวเราเอง สามารถมาทำด้วยกันได้นะคะ ซึ่งอุปกรณ์และวิธีการทำตุ๊กตานั้นง่ายนิดเดียวเองค่ะ เราลองมาดูด้วยกันไหมคะ? ;’))

dd

อุปกรณ์

1.) เปเปอร์มาเช่สำเร็จรูป เราซื้อมาจาก ‘ร้านสมใจ’ ค่ะ ในราคา 70 บาทเท่านั้น แต่ได้ถุงใหญ่เลย เนื่องจากเราไม่อยากทำเปเปอร์มาเช่จากทิชชู่เพราะกลัวว่าจะพังง่ายค่ะ พอซื้อสำเร็จรูปมาก็เลยประหยัดเวลา และรู้สึกว่าปั้นง่ายขึ้นค่ะ

IMG_1205

2.) กาวลาเทกซ์ TOA และถังหรือแก้วเพื่อนำมาผสมกันค่ะ ;’)) ถ้าเป็นเรา เราแนะนำให้หาถังใส่น้ำแข็งที่ไม่ได้ใช้แล้ว จะสะดวกในการผสมมากขึ้นค่ะ

IMG_1206.JPG

3.) สีอะครีลิค ในตอนแรกเราใช่สีน้ำค่ะ และค้นพบว่า สีอะครีลิคสวยและคงทนกว่า ถ้าใช้สีน้ำระบาย ตุ๊กตาจะเปียกน้ำอีกไม่ได้ค่ะ

IMG_1207.JPG

วิธีทำ

1.) วิธีการปั้นเปเปอร์มาเช่นั้น เริ่มจากการทำส่วนผสมของกาวก่อนค่ะ โดยสัดส่วนที่เราใช้คือ 1:2 ส่วนค่ะ กล่าวคือใส่กาว TOA หนึ่งส่วนและน้ำเปล่าอีกสองส่วนค่ะ

2.) จากนั้นจึงนำเปเปอร์มาเช่มาผสมกันค่ะ ใส่ไปในปริมาณที่พอเหมาะ ให้รู้สึกว่ากาวยึดตึดกัน ไม่มากไม่น้อยไป ในที่นี้ เราขอนับคร่าวๆเป็นว่า ใส่ส่วนเปเปอร์มาเช่ไปประมาณ 3.5 ส่วนค่ะ พอเรานวดให้เข้ากันแล้ว เราก็ปั้นตามแบบที่เราต้องการได้เลยค่ะ (ในขั้นตอนนี้ มือเราจะค่อนข้างเหนียวกาวมาก ยังไงก็ระวังด้วยนะคะ)

IMG_1210-2

3.) จากนั้น เราก็ปั้นตุ๊กตาตามแบบที่เราต้องการได้เลยค่ะ ;’))

IMG_1213IMG_1212

IMG_0417

4.) พอเราได้แบบที่ต้องการแล้ว ก็นำไปตากแดดประมาณ 2-3 วัน หรือบางคนรีบ อาจจะใช้ไดร์เป่าให้แห้งก็ได้ค่ะ (ถ้าใช้ไดร์เป่า ตุ๊กตาอาจจะเหลืองๆหน่อยนะคะ)  พอแห้งสนิทแล้ว ก็ลงสีได้เลย ! เราอาจจะใช้สีขาวมาเป็นสีรองพื้นก่อน แล้วค่อยระบายสีที่เราต้องการต่อได้แล้ว

5.) เย้เฮ ! เสร็จแล้วค่ะ ได้ตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่น่ารักไว้ตกแต่งบ้านแล้ว ลองมาดูกันไหมคะ ว่าเราได้ทำตุ๊กตาแบบไหนไว้บ้าง เผื่อเป็นไอเดียนะ !

เลียนแบบ เจ้าหญิงเลอาค่ะ 5555  

IMG_1301.JPG

IMG_1306IMG_1307

BAYMAX ก็มานะ ;’)) ขาอาจจะเละไปบ้าง แต่ก็พยายามปั้นนะคะ ฮ่าๆ IMG_0452-2

FullSizeRender-4

หรือจะเป็นเจ้า โตโตโร่ ก็น่ารักมากเลยย > _ <

IMG_0418

หรือจะเป็นคุณ No face ก็ได้เหมือนกันนะ ;’)) ขอโทษด้วยค่ะ ระบายสีหน้าเละไปหน่อยหนึ่ง

IMG_0640IMG_0644

เป็นยังไงบ้างคะ? หวังว่าเพื่อนๆจะได้รับไอเดียดีดีและนำไปทำเองที่บ้านบ้างนะคะ หรือถ้าใครอยากเสนอะแนะอะไร เรายินดีรับฟังเสมอนะคะ เช่น ถ้าเราลองทำ หรือผสมกาวแบบนี้ อาจจะดีขึ้น และง่ายขึ้น  เรายินดีเรียนรู้ไปด้วยกันนะคะ และอย่าลืมมาอวดตุ๊กตาของแต่ละคนบ้างนะคะ แล้วพบกันใหม่นะคะ ;’))  ❤

ดดดด

pipinploy, 2017

‘Lean on Me’ inspirational movies and P-type of my favourite character.

I got the chance to watch ‘Lean on Me’ by recommendation of prof.Astrid. in Organisation Behaviour class at my graduate school. The impression is ‘Lean on Me’ provide the values of hope,motivations and educational supporting which I see that everyone should at least watch this movie and keep in mind about children’s problems in schools.

collage.jpg

My favourite personality type in the character of “Lean on Me’’ movie is “Mrs.Powers.” Mrs.Power is an new music teacher at Eastside high school. She is African teacher who used to work and played the piano as an assistant of music teacher called Mrs.Elliot. After Mrs.Elliot was ordered to move out from the school by principal Clark, Mrs.Powers is in charge in singing chorus and music lesson. Refer to the movies, My analysis in personality type of Mrs.Powers is INFJ which are Introverts, Intuitives, Feelers and Judgers.
hqdefault

 

Mrs.Powers is introvert but not that extremely. “As an introvert, she is naturally suited to reflection, evaluation and thoughtfulness that is all essential qualities for a teacher”. She enjoys her workplace, avoids conflicts and does not have much conversation with Principal Clark or other students. She spends time teaching students through music. Mrs. Powers loves to be around small groups of children. She is calm and artistic person. She thinks a lot through her quiet time. still, when she got a chance to express herself as singing high school songs called ‘Lean on Me’. She was touched and loved by everyone. I see that Mrs.Powers is introvert which is not extrovert person like Principal Clark so she also has some tough time to let him know about her ideas in this school through speaking communication. She chooses to let him find out about her ideas later on.

Mrs.Powers is intuitive person. “Intuitive individuals are very imaginative, open-minded and curious. They prefer novelty over stability and focus on hidden meanings and future possibilities.” Since the scene in the movie tells that Mrs.Powers creates new version of school song to be more fun, energetic and suitable for children. She is creative and give children options to sing their own unique song. She is open-minded and explore new options in teaching.  Mrs.Powers is Feelers. She talked to Principal Clark as she cares for students. She said that student might get bored of the old songs which I believed that Mrs.Powers is feelers. She sees and feels connected with her students by imagine to stay in their shoes. In the scene movie that she’a sing the song, she hugged Principal Clark which I found that she is truly caring and lovely person.

Although Mrs.Powers is not the main character and rarely include in the movie. I think that she is judgers because any Chorus or band needs a leader who has planned and well organised. I don’t think that if students or lazy to come. Mrs. Powers would not that happy and as she has plans and give deadline for children so everyone can sing great music and happy together.

About Mrs.Powers’ Key terminals, there are Wisdom and Harmony. Mrs. Powers is the music teacher so she believes that music is another method to raise students’ consciousness about education and not giving up on their dreams. In order to pass the general test in the state, students need to believe in themselves first. Her methods are be honest, sincere and imaginative. She is brave to tell the truth to Principal Clark that students don’t like old version of the song so she took the chance to create new fun song for children. When Mrs.Powers sang a ‘Lean on me’ song then,  every students sang along. I see that her values were fulfilled. Mrs.Powers’ Key terminals and methods inspire me in working and keep friendships to everyone. It is good to know that there will always be people who cares and support you. When you work as honest and creative person, you can reach your goals and living with peace in this world.

According to Mrs.Powers’ personality type and values influence, my strategies for supervising her are supporting Mrs.Powers’ confidence by giving her own space to create new ideas and focus more on feelings to persuade and motivate her jobs. If she feels that she is one of the organisation which matches with her both personality type and key values, she would work in highest effective person. In the movie, I see that Principal Clark knows how to supervise Mrs.Powers as well. He gave her chance to create new version of school song. Mrs.Powers can have private talk with him at his room. The Principal Clark ordered students to check deadline notice board in school everyday which I see that if Mrs.Powers can see the deadline, she would prepare her course well and work happily at Eastside high school. My suggestion is that if Mrs.Powers’ key terminals are Wisdom and Harmony which are linked together, she should work more by co-operated music lesson to another class such as song in Mathematics class. This may support her creative and teaching skills.

Reference

Rycroft-Smith, Lucy. “Dreading meetings? Craving quiet? You may be an introvert teacher.” School leadership and management. October 27, 2015. Accessed January 28, 2017. https://www.theguardian.com/teacher-network/2015/oct/27/introvert-teacher-how-to-find-peace-and-quiet-in-school.

AnonymousMediator – The Mediator | 16Personalities.” AnonymousMediator – The Mediator | 16Personalities. Accessed January 29, 2017. https://www.16personalities.com/profiles/562b5bce304e3.

คนสองคน ถ้า “บุคลิคภาพส่วนตัว” ต่างกันมากๆสามารถคบกันได้ไหม?

ในคาบของการเรียนปริญญาโทที่ CMMU ฉันได้มีโอกาสเรียนวิชานึงชื่อว่า Organization Behavior เกี่ยวกับวิชาการจัดการคนในองค์กร ซึ่งมีการนำ Personality Type ทั้ง 16 แบบมาศึกษาวิเคราะห์และนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน ซึ่ง P-type ดังกล่าวนั้นเรียกว่า Myers-Briggs Type Indicator หรือ MBTI  นั่นเองค่ะ โดย P-type นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น คู่ทั้งหมดสี่คู่คือ Introversion (I) or Extraversion (E) / Intuition (N) or Sensing (S) / Thinking (T) or Feeling (F) / Judging (J) or Perceiving (P)  นั่นซึ่งเจ้าตัวอักษรเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันอยู่ และสามารถอธิบายได้ว่า คนๆนี้มีนิสัยส่วนตัวเป็นอย่างไรค่ะ การทำงานที่เหมาะสมของเขาสามารถปรับใช้กับเราได้ไหม ซึ่งถ้าองค์กรทราบถึง P-type ก็จะมีประสิทธิภาพและการบริหารได้ดียิ่งขึ้น

img_2303-copy

ก่อนจะเริ่ม ขอพูดถึง Personality Type ก่อน เราต้องทำความเข้าใจว่า Personality Type ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน และ เปลี่ยนแปลงได้ยากมากถึงมากที่สุดค่ะ เพราะการกระทำของเรา หรือลึกๆในพื้นที่ส่วนตัวของเรา ถ้าเลือกได้ ก็จะเลือกกิจกรรมที่เป็น Personality Type สำหรับเราเอง เราจะรู้สึกสบายใจที่จะเป็นแบบนี้ แต่พฤติกรรม (Bahavior) ของเราอาจจะเปลี่ยนไปได้เวลาทำงาน เช่น บางคนขึ้นเป็นผู้บริหาร จะปรับพฤติกรรมตัวเองให้เป็นแบบ Extraversion (E)  เพราะต้องพบปะ พูดคุยกับผู้คนเยอะ แต่ลึกๆ หรือพอได้อยู่บ้าน ก็จะมีนิสัยรักความสงบ ชาร์ตพลังงานโดยการมีโลกส่วนตัวค่ะ

ทีนี้กลับมาถึงคำถามที่ทุกคนเคยนึกสงสัย เวลาที่เราคบกับใครคนหนึ่งว่า คนสองคน ถ้า “บุคคลิกภาพส่วนตัว” ต่างกันมากๆ หรือตรงข้ามกันอย่างสุดขั้ว จะสามารถคบกันได้ไหม?  คำตอบแบบชัดเจดเลยก็คือ “ได้เสมอเลยค่ะ” ;’)) และเพื่อนๆอย่าเพิ่งคิดว่าเหมาะหรือไม่เหมาะกันนะคะ เช่น เราจะเห็นคู่รักบางคู่ที่ดูไม่ค่อยมีอะไรเหมือนกันเลย แต่กลับอยู่ด้วยกันได้ บางคนดูเงียบขรึม ทั้งที่แฟนดูร่าเริงมาก พวกเขาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร? อาจจะฟังดูน้ำเน่ามากที่จะแค่พูดว่า “ก็เรารักกันนี่นา”  แต่มันเป็นเรื่องจริงค่ะ ฮ่าๆ มีเหตุผลตามหลักสนับสนุนอยู่ กล่าวคือ การที่เราเลือกชอบคนๆนึงและอยากจะคบกับเขาได้ มันมีหลายปัจจัยมากที่เชื่อมต่อกันอยู่ ทั้งฮอร์โมนและการหลั่งสารในสมองของเรา และบางครั้งเราก็เลือกชอบใครคนนึงเพียงเพราะเขาเป็นคนที่ดู “น่ารัก” สำหรับเรา โดยที่ไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็น Type ไหนกันแน่ เพราะชีวิตจริงของคนเราทุกคนคนคงไม่ได้เอาแบบสอบถามไปแจก แล้วก็ให้อีกฝ่ายทำ เพื่อให้ได้คำตอบหรอกใช่ไหมคะ ? ทีนี้เราก็ลองวิเคราะห์ดีกว่า ว่าคนในความสัมพันธ์เราเป็นคนอย่างไร เพื่อจะได้อยู่กันอย่างลงตัว ปรับตัวเข้าหากัน และเข้าใจเขาได้ดีขึ้นค่ะ

อาจารย์ได้ให้คำตอบนักเรียนในห้องว่า การที่คนเราถ้าคบกันได้ กล่าวคือ พวกเขาตระหนักและรับรู้ รวมถึง “ให้คุณค่า” กับสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีค่ะ พวกเขาจะมี Value บางอย่างร่วมกัน เช่น บางคนหัววิทยาศาสตร์มาก ก็จะรักและให้ค่าคนที่มีหัวศิลป์เพราะเป็นสิ่งที่เขาขาดหายไป และอยู่ด้วยกันได้เพราะว่า พวกเขาอาจจะมีจุดมุ่งหมายและให้ความหมายแก่บางอย่างร่วมกัน เช่น เป็นคนรักครอบครัวเช่นกัน หรือมีความรักในการเรียนรู้คล้ายๆกัน ประมาณนี้ค่ะ

ที่น่าสนใจคือ บางครั้ง คู่ตรงข้ามกันมักจะอยู่ด้วยกันและดึงดูดได้เหมือนกันค่ะ อย่างคู่ Judging (J) กับ Perceiving (P) กล่าวคือ คนนึงอาจจะเป็นฝ่ายวางแผน ส่วนอีกคนเป็นฝ่ายเรื่อยเปื่อย ไม่วางแผนอะไรเลย พอมาอยู่ด้วยกันเป็น ความเข้ากันอย่างลงตัว แบบนี้ก็ได้ค่ะ หรือ ยกตัวอย่างการคบหาในความสัมพันธ์ทั่วไป จากประสบการณ์ส่วนตัว คู่ตรงข้ามที่น่าสนใจ คือ ตัวฉันเป็น Introvert ค่ะ ฉันคิดว่าฉันมีเพื่อนเป็น Extovert เยอะมากพอสมควร แถมยังดึงดูดพวก E หลากหลายซะด้วยสิ  และบางครั้งฉันหนื่อยมากค่ะ ฮ่าๆ ชาว Introvert จะเหนื่อยง่ายมากๆ เวลาต้องพูด ต้องเข้าสังคม ไม่ชอบปาร์ตี้ ฉันรักการอ่านหนังสือและการเขียน จะพูดไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ ชอบอยู่แต่บ้าน (อาจเลยไปถึงขั้นรำคาญการเจอคนเยอะด้วย) และฉันได้ค้นพบว่า ที่ตัวฉันเองดึงดูดเพื่อนๆ Type E  เพราะ Introvert เป็นฝ่ายที่รับฟังเก่งค่ะ มักจะพูดอะไร จะคิดก่อน จะใช้เวลานาน แต่เพื่อนๆ Type E จะเป็นพวกคิดไปด้วย พูดไปด้วย รักการเข้าสังคม มีพลังงานจากการพบเจอผู้คน ประมาณนี้ค่ะ ฮ่าๆ ซึ่งตัวฉันก็มักจะแอบปลื้มเพื่อนๆที่เป็น Extovert อยู่บ่อยๆเช่นกัน (เพราะทำแบบเค้าไม่ได้) เราคิดว่าก็ต้องทำความเข้าใจกันและกัน และให้พื้นที่แก่ทั้งคู่ค่ะ ;’))

อย่างไรก็ตาม การศึกษาอ้างอิงส่วนใหญ่มักแนะนำว่า ถ้าเป็นพวกเดียวกันก็จะเข้าใจกันและอยู่ร่วมกันได้ดีกว่าค่ะ  แต่สำหรับฉัน ฉันว่าอาจจะเจอปัญหาเช่นกันสำหรับบางคู่ค่ะ เช่น คู่ Introvert เพราะ พอทะเลาะกันที ต่างคนก็ต่างไม่พูด ไม่เคลียร์ อยากอยู่ในพื้นที่นี้ และไม่ตามหากัน จบ หาย ลากันที ก็อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ ; ) ฉันลองนั่งจินตนาการถ้ามีอีกคนนิสัยเหมือนเราคงดี แต่มันจะต้องเจ็บปวดนิดนึงแน่เลย ฮ่าๆ เพราะฉะนั้น เราคิดว่า การที่เราขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะว่ารอใครอีกคนที่  Personality Type ต่างกันมาทำให้ลงตัว เหมือนเป็นความลับของจักรวาลเลยค่ะ ;’)

การศึกษาเรื่อง Personality Type ต่างๆดังกล่าวนี้ ถ้าเราตอบและเราค้นพบความจริงที่น่าสับสนเช่นกัน นั่นเพราะคนเราทุกคนไม่ได้เป็นอย่างใดอย่างนึงแบบสุดขั้ว สุดโต่งค่ะ  อย่างตัวเรา ฉันเองก็สงสัยว่าเป็น INFP หรือ INFJ กันแน่นะ ฉันคิดมาตลอดว่าเราเป็น P (Percieving) หรือเปล่า เพราะเราเองเป็นสาวสายติสท์ ชิวและเซอร์มากๆ ชอบล่องลอยไปนั่นนี่ คำตอบคือ ที่ฉันคิดว่าฉันเป็น P (Percieving) เพราะพื้นฐานทางบ้านฉันชิวๆค่ะ ฮ่าๆ แถมคนไทยยังมี Cultural Background ที่ “สบายๆ” ด้วย ก็เลยกลายเป็นคนผ่อนปรนไปซะได้  สรุปสังคมพาไปนั่นเองค่ะ ฮ่าๆ แแต่เราค้นพบว่า ลึกๆฉันเป็นมนุษย์พวก  J (Judging) ค่ะ เพราะเราชอบทำตามแผน เป็นขั้นตอน และอยากได้ Deadline ชัดเจนมากเช่นกันค่ะ อย่างตอนที่ไปเที่ยว ถ้าพวก Percieving  จะไม่สนใจ ไม่แคร์ว่าจะไปไหนบ้าง ประมาณว่า ไปถึง เดี๋ยวก็รู้กันเนอะ แต่พวก Judging ก็จะวางแผนตลอดเลย และฉันค้นพบว่า ฉันเคยไปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียว และวางแผน โดยที่เปิดกูเกิ้ลแบบเป๊ะๆ แถมยังวางแผนจดจำการเดินทางโดยตนเองเลย และฉันก็ชอบวางแผนให้คนอื่นอย่างชัดเจนแน่นอนด้วยค่ะ เราคิดว่า สิ่งเหล่านี้ถ้าเราเป็นพวก Perceiving (P) เราอาจจะไม่ทำก็ได้ค่ะ เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราเลยกำลังค้นหา และศึกษาคำตอบของเราเช่นกัน แต่ตัวอักษรสามตัวแรกอของเราอย่าง Introvert (I) , Intuition (N) และ Feeling (F) นี่เราทำกี่ทีก็ได้เหมือนเดิมค่ะ ;’)

สิ่งที่ฉันต้องการอยากจะบอกก็คือ การเรียนรู้นิสัยส่วนตัว และ Personality Type นั้น สอนให้เราเป็นคนไม่ตัดสินผู้อื่นค่ะ เวลาไปทำงาน หรือเจอเจ้านาย จะทำให้เราวิเคราะห์ได้ ว่าเจ้านายเป็นคนแบบนี้ เราควรทำอย่างไรให้การตกลงมีความลงตัว หรือ เราอาจจะเจอคนที่ไม่เหมือนเรา และคิดว่า เอ๊ะ มีคนแบบนี้บนโลกด้วยหรอ .. ปรากฏว่ามีอยู่จริงค่ะ สิ่งที่อยากให้ทุกคนได้เรียนรู้คือ ลองสังเกตคนรอบตัว ลองเดาว่าเขาเป็น Personality Type อะไร และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนะคะ ;’)

ปล. แล้วเพื่อนๆละคะ มีบุคลิคภาพส่วนตัวของแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง? ทุกคนสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ที่ให้ไว้ได้นี้ค่ะ (เป็นภาษาอังกฤษนะคะ) มีการ์ตูนน่ารักและอธิบายได้เข้าใจมากเลยค่ะ ถ้าเพื่อนๆคนไหนสนใจอยากพูดคุยและศึกษาไปด้วยกัน ฉันยินดีเสมอเลยนะคะ  ^_ ^ https://www.16personalities.com/articles/our-theory