‘Miscommunication’ การสื่อสารที่ทำให้ความสัมพันธ์เรายอดแย่!

Attachment-1.png

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า Miscommunication คืออะไร? และมีความจำเป็นอย่างไรเกี่ยวกับการทำงานในองค์กร และความสัมพันธ์ของเราในชีวิตประจำวัน

คำตอบคืออย่างงี้ค่ะ เพราะชีวิตประจำวันของเรานั้น จะต้องสื่อสารกับคนรอบข้างอยู่เสมอ ไม่ว่าเป็นทางตรงทางอ้อม คุยกับเพื่อนที่ทำงาน หรือแม้แต่คนในครอบครัว และ Miscommunication เกิดขึ้นได้อย่างไร? คำตอบที่สามารถอธิบายอย่างง่ายๆถึง Miscommunication คือประโยควลีนี้ค่ะ

“I don’t really know what your objectives are, and I felt left out” 

“ฉันไม่อาจรู้ได้ว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงของคุณคืออะไร? และมันทำให้ฉันรู้สึกถูกทอดทิ้ง”

ถูกต้องค่ะ เพราะมนุษย์เราไม่อาจรับรู้จุดประสงค์-องอีกฝ่ายเพียงแค่สังเกตจากการกระทำเท่านั้น การสื่อสารที่ดี จึงมีความจำเป็นอยู่อย่างมาก และบางครั้งการสื่อสารที่ผิดพลาด ก็ส่งผลให้ทุกอย่างแย่ลง ทั้งที่เรื่องราวเกิดจากเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เคยสังเกตตัวเองไหมว่า บางครั้งหัวหน้าเราก็สั่งๆงานเรา แต่ไม่บอกเราว่าจะทำไปทำไม เราก็ไม่แรงกำลังใจในการทำ หรือแม้แต่การที่คนรักเรามาสั่งให้เราทำตามที่แบบที่เค้าบอก แต่เค้ากลับไม่ได้บอกเราว่า อันที่จริงเขาเป็นห่วงนะที่ทำแบบนี้ มันทำให้เรารู้สึกแย่ และไม่เข้าใจ ส่งผลให้ทะเลาะกัน และเลิกกันในท้ายที่สุด

ตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญเลย คือกรณีศึกษาเคสหนึ่ง ชื่อว่า “The Ethnic Theory of Plane Crashes” โดย malcolm gladwell ค่ะ โดยในเคสได้อธิบายให้ฟังว่า การใช้ภาษาใน “ภาษาเกาหลี”นั้น เนื่องจากมีระดับชั้นชัดเจนแน่นอนและให้ความเคารพกับ Seniority มาก จึงเป็นการสร้าง Power Distance ให้กับองค์กร โดยเฉพาะ Korean Air ในสมัยก่อน กล่าวคือนักบินผู้ช่วย ไม่กล้าบอกกัปตันของตัวเองตรงๆว่า “เครื่องบินกำลังจะตกแล้วว!” แต่เป็นการพูดอย่างสุภาพอ้อมๆ วกไปเวียนมา เช่น ทางปีกซ้ายดูอากาศดีนะครับหรือกัปตันครับ เรดาร์นี่ช่วยเราได้เยอะจริงๆนะครับ (ภาษาอังกฤษอาจเรียกว่า Sugar coat) ค่ะ เป็นคำหวานซึ้งเท่านั้น สุดท้ายกัปตันไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นว่าเครื่องบินมีปัญหา และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เครื่องบินตกจนตายยกลำค่ะ

บางคนอาจกล่าวว่า การคุยกัน หรือสื่อสารกันตรงๆก็ไม่ช่วยอะไรหรอกนะคุณ สำหรับเราแล้ว นั่นเพราะ Misccomunication ทำให้เป็นเช่นนั้นค่ะ เพราะการปรึกษากันมากมายไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่หรอกค่ะ หากการคุยนั้นไม่มีวัตถุประสงค์ และให้คุณค่าร่วมกันเลย

ณ ตอนนี้หลายๆคนอาจจะหลงลืม จุดเล็กๆแต่เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตเช่น Miscommunication ไป ในการทำงาน หากหัวหน้าไม่รู้จุดประสงค์ Middle Manager ไม่รู้ว่าทำไปเพราะอะไร คนระดับล่างสุด พนักงานหใม่ หรือขั้นเริ่มต้นไม่รู้ ยิ่งทำให้รู้สึกแย่ไปใหญ่ ทำให้องค์กรทำงานอย่างไร้ประสิทธิภาพได้

สุดท้ายนี้ เราอยากจะกล่าวว่า การมีจุดประสงค์ร่วมกันเป็นสิ่งที่สำคัญ และอย่าลืมกล่าวคำที่ชื่นชมและให้กำลังใจกันด้วยนะคะ เช่น ขอบคุณมาก ทำได้ดีมาก เพียงแค่นี้ ความสัมพันธ์ที่ยอดแย่ก็จะสามารถเชื่อมตัวเรากับคนรอบข้างได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

ขอบคุณค่ะ ;’)

[หนึ่งในคำปราศรัยที่ดีที่สุด!] สองสิ่งที่มีค่ามาก สำหรับวัยรุ่นในยุค 20s

wf

คำปราศรัยนี้เป็นคำแปลมาจากส่วนในปราศรัยของคุณ ‘Philip Wang’ หนึ่งในผู้สร้าง Digital Content company ชื่อว่า Wong Fu Production ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่โด่งดังมาก โดยคำปราศรัยนี้ได้ถูกกล่าวสำหรับนักศึกษาที่จบจาก  UC San Diego ค่ะและฉันเองรู้สึกประทับใจมากจนคิดว่า อยากแปลคำปราศรัยดังกล่าวเป็นภาษาไทยมาฝากทุกคนค่ะ ฉันอาจจะแปลได้ไม่ดีเท่าไหร่ หรือถ้าอ่านแล้วยังติดขัดอยู่บ้าง ต้องขออภัยด้วยนะคะ หวังว่าทุกคนจะได้รับแรงบันดาลใจค่ะ ❤

สองสิ่งที่มีค่ามากสำหรับวัยรุ่นในยุค 20S

อย่างแรกเลยที่ทุกคนต้องพูดถึงคือ “การทำงาน” ผมคิดว่านักศึกษาหลายๆคนเลยที่คิดว่าหลังจากเรียนจบแล้ว ทุกคนจะต้องหางานเพียงแค่งานอย่างเดียว หรือทำตามสิ่งที่รักนั้นและอยู่กับมันไปชั่วนิรันดร์ ในความเป็นจริงคือ คุณกำลังจะต้องมีอีกหลายงานที่ทำเลย คุณจะเผชิญและลองทำอะไรบางอย่างในช่วง 2-3 ปี และอาจจะเกลียดมันก็ได้ จากนั้นคุณจะปรับตัว จะตั้งคำถาม เปลี่ยนแปลง และสร้างเส้นทางอาชีพให้กับตัวคุณเอง

เอาล่ะ ที่นี้ก็ถึงเวลาที่หลายๆคำปราศรัยามักจะบอกว่าให้คุณ ทำตามความฝันสิ! ทำตาม Passion สิ! แล้วคุณอาจจะได้เป็น Steve Jobs คนต่อไปก็ได้! แต่ผมต้องบอกความจริงกับคุณเลยคือ .. ผมไม่เห็นด้วยกับข้อความที่เป็นแรงบันดาลใจเช่นนั้น ผมเองก็ทราบดีว่า มีคนมีมากมายเลยที่ใช้ชีวิต และไม่รู้ว่า Passion ที่แท้จริงของตนเองคืออะไร บางครั้งมันอาจจะเร็วเกินไป บางคนอาจจะไม่เคยรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนให้คิดแบบนั้นเลย ดังนั้นผมไม่อยากจะยืนอยู่ตรงนี้และทำให้คนรู้สึกแย่ หรือกลัวว่า “ให้ตายเถอะ” ชั้นไม่ได้มีความปราถนาอย่างแรงกล้าใน วิศวกรรมไฟฟ้า หรือสังคมวิทยานี่นา แล้วฉันจะทำยังไงกับปริญญาที่ได้รับในชีวิตนี้ดีล่ะ?!?

ฟังนะ ถ้าคุณเองรู้ดีว่า Passion ของคุณคืออะไร ก็ไปให้สุดทางเลย อย่าไปกลัวกับความผิดพลาด ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปตามแผน, หรือความอดทน และเรื่องอื่นๆอีกเยอะ พวกคุณใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์อยู่แล้ว คุณสามารถเห็นได้จาก Buzzfeed วิดีโอที่กล่าวถึงคำปราศรัยเรียนจบต่างๆ และมันเป็นเรื่องจริง 100 เปอร์เซนต์ ผมเองก็เรียนรู้จากประสบการณ์ ฟังผู้คนเหล่านั้นเพราะพวกเขามีทั้งประสบการณ์และประสบความสำเร็จมากกว่าผม

 

แต่สำหรับคนที่ยังคิดไม่ออก หรือรู้สึกว่างเปล่าเวลาที่คนบอกว่า “ทำตามความฝันสิ” ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่เป็นอะไรหากคุณยังไม่แน่ใจในตอนนี้ กล่าวตามตรงเลย ผมเองไม่เคยรู้ว่า Passion ของผมคือการเล่าเรื่อง และกำกับภาพยนตร์เลย แม้แต่ตอนที่ผมเคยนั่งอยู่ตรงนั้น ตอนที่ผมเรียนจบเหมือนพวกคุณ ผมรู้เพียงแค่ว่า ผมสนุกกับมัน และผมชอบมันมาก แต่คำว่า Passion เป็นคำที่หนักอยู่พอสมควร และในขณะที่อายุเพียงแค่ 21 ปี ผมจะไปมั่นใจได้อย่างไร?

แต่คืออย่างนี้ .. ผมไม่ได้วิ่งตาม Passion แต่ผมกลายเป็นคนที่มี Passion กับสิ่งที่ผมวิ่งตามอยู่ และคุณก็ควรทำเช่นนั้นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นงานที่ทำ หรืองานอดิเรกของคุณ นั่นเพราะว่าสิ่งที่สำคัญมากกว่าการมีความฝันคือ การที่ความปราถนาที่จะไปให้ถึงสิ่งนั้น ขอให้คุณกระตือรือร้นและมีความทะเยอทะยานกับสิ่งที่คุณทำไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ให้มีความกระหายทั้งในอาชีพของคุณ และสิ่งอื่นๆ คุณเองจะเซอร์ไพร์สถึงที่ๆอาจจะพาคุณไปถึง แม้ว่าความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้านั้น อาจจะฟังดูท้าทายและต้องข้ามไปให้ได้สำหรับบางคน แต่มันสามารถเปลี่ยนชีวิตคุณได้นะ มันเกิดขึ้นแล้วกับผม และทำให้ผมมายืนอยู่ ณ ที่นี้

ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอสังหาริมทรัพย์ การ์ตูน ทันตกรรม หรือแม้แต่ฟิตเนส ให้ค้นหาความอยากรู้ ความกระตือรือร้นของคุณในเรื่องนั้น และผมมั่นใจว่าชีวิตของคุณเมื่อจบอายุช่วง 20 ปีนั้น จะต้องดีกว่า เพราะคุณได้ทำอย่างนั้นแล้ว จงอย่าไปกลัว หรือในกรณีหลายกรณีที่จะบอกว่า มันดูเจ๋งไปที่จะ “ลองทำ”  สิ่งที่แย่ที่สุดเลยคือการที่คุณใช้ชีวิตหลายๆปีต่อจากนี้เป็นเพียงคนที่ไม่มีความหมายใดใด ดังนั้น ถ้าคุณรู้ว่า เป้าหมายของคุณคืออะไร และมันเป็นสิ่งที่คุณรัก เข้าใจด้วยการว่า ได้เรียนรู้นั้น เป็นของขวัญ! ถ้าเสียเวลาเปล่ากับการเขินอาย ให้ทำงานและไปให้ถึงตรงนั้น แต่ถ้าคุณยังไม่รู้ ก็ให้พิจารณาจากหน้าที่ สิ่งที่สำคัญในชีวิตคุณ เพื่อที่จะตอบให้ได้ว่า สิ่งไหนหรือจุดไหนที่คุณจะยืนอยู่ในหลายปีต่อจากนี้

และนั่นเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนกล่าวถึงเมื่อผ่านอายุช่วง 20 ปีแล้ว อย่างที่สองคืออะไร? สิ่งที่สองที่สำคัญนั้นคือ “ความรักและความสัมพันธ์”

ตอนนี้ผมทราบดีว่า อาจจะไม่เหมาะสมที่จะพูดเรื่องนี้ในวันเรียนจบแต่ผมคิดว่า หลายๆคนอาจจะคิดเกี่ยวกับ “การพบเจอความรัก” มากกว่า “การตามหาความฝัน” ตลกดีเหมือนกันเนอะครับ?  ความรักได้นำพาชีวิตของเราผ่านอะไรหลายชีวิต ถึงแม้มันจะดูน่าขำขัน แต่จริงๆแล้ว ไม่ว่าจะเกี่ยวกับความสำเร็จ เพื่อนหลายๆคนที่อิจฉาคุณมากมายเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณไม่มีความสุขในหัวใจของคุณ สิ่งอื่นๆคงไม่สำคัญเท่าไหร่เลย เพราะฉะนั้น อดทนกับผมสักนิด ผมแค่อยากจะแชร์ 3 สิ่งในความคิดของผมเกี่ยวกับความรัก และมันอาจจะทะแม่งๆไปแปปนึงนะครับ

อย่างแรกเลยคือ  จงรักตัวเอง

การเดินทางบนเส้นทางความรักของคุณ จะต้องหนักหนาอยากเย็น และหลายๆคนอาจจะได้รับประสบการณ์ที่เจ็บปวดมาจากความสัมพันธ์ที่หายไป แม้ว่าคุณจะเสียใจกับข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ของคุณเอง หรือคุณเองจะต้องเหงามากมากมาก ไม่ว่ามันจะแย่แค่ไหนก็ตาม ได้โปรด อย่าคิดสักนิดเลยว่า มันเป็นจุดจบของโลกใบนี้ อย่าให้ความรู้สึกว่าใครอีกคนนั้นเป็นคนบอกว่าตัวคุณเป็นใครหรือเป็นทั้งหมดของชีวิตคุณ คุณจะต้องมั่นใจว่าคุณรักตัวเอง ทำเพื่อตัวเองบ้าง เชื่อมั่นในตัวเอง และแน่นอนว่าต้อง ดูแลตัวเอง ให้คุณค้นพบสิ่งที่มีค่าในตัวและมั่นใจว่าคนที่คุณอยู่ด้วยกันนั้นจะสนับสนุน และท้าทายให้คุณเป็นคนที่ดีกว่าขึ้น 

สิ่งต่อไปคือ, จงรักอย่างจริงใจ

ผมคิดว่าเราเติบโตมาพร้อมกับความคิดที่ว่า “ความรัก” เกิดขึ้นกับเราเหมือนเวทมนตร์ แต่ไม่ใช่หรอกครับ แรงดึงดูดต่างหากที่เป็นเวทมนตร์ แต่การสร้างความสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่เลือกได้ และเป็นตัวเลือกที่คงที่ และคุณจะต้องจริงใจกับตัวเองเมื่อถึงเวลาที่คุณจะเลือกใครสักคนที่จะมีความสัมพันธ์ด้วย นั่นหมายความว่า คุณจะต้องเข้าใจในอารมณ์ของตัวเอง ความรู้สึกเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีรสชาติ แม้จะเป็นความรู้สึกเศร้าก็ตาม ให้คุณโอบกอดทุกมิติของอารมณ์และเรียนรู้จากประสบการณ์ในแต่ละอย่าง ให้คุณเรียนรู้ว่าคุณสมบัติแบบไหนที่สำคัญกับคุณ อะไรที่ทำให้คุณหัวเสีย และจะสื่อสารอย่างไรให้ดีขึ้น เรียนรู้จากความแตกต่างระหว่าง ความสัมพันธ์ที่ต้องประคับประคองไปหรือความสัมพันธ์ที่ไม่ทำงานแล้ว และสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยคือ .. เรียนรู้ที่จะให้อภัย .. ทั้งผู้อื่นและตัวคุณเอง สิ่งที่จะเป็นอีกบททดสอบที่ยาก แต่คุณจะต้องการมันที่สุด การทำร้ายคนอื่น หรือการเจ็บปวดจากการถูกทำร้าย เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางของชีวิต ฉะนั้นจงขอบคุณคนที่ไม่ใส่ใจ คนที่คุณโกรธแค้น หรือรู้สึกผิด เพราะผมเองทำเช่นนั้น

ท้ายที่สุดแล้ว, จงรักครอบครัวของคุณ 

ช่วงวัย 20 ปี เป็นช่วงที่คุณเริ่มจะตระหนักได้ว่า พ่อแม่ของคุณเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น มันเป็นเวลาช่วงนี้เองที่พวกท่านหลายคนพบกัน หรือแม้แต่มีคุณ (เป็นภาพที่ตลกมาก ณ วันเรียนจบ) คุณจะเดินทางมาถึงช่วงอายุเท่ากันและเรียนรู้ว่า พ่อแม่ของคุณผ่านอะไรมาบ้าง พวกท่านไม่เพียงแค่ “โตขึ้น” เท่านั้น แต่พวกท่านก็เคยเป็นเด็ก เคยหลงทาง และเคยหวาดกลัวเฉกเช่นเดียวกับคุณ เพราะพวกท่านคือ มนุษย์คนหนึ่ง ! และคุณจะเริ่มเห็นอกเห็นใจพวกท่านมากขึ้น เพราะการเป็นมนุษย์คนหนึ่งนั้น หมายความว่า พวกท่านจะไม่ได้อยู่ใกล้ๆคุณตลอดไป ดังนั้น จงใช้เวลากับพวกท่านบ้าง พยายามจะไม่รำคาญท่าน กล่าวคำขอบคุณท่านและรักท่าน ลองถามคำถามเกี่ยวกับชีวิตพวกท่านทั้งในอดีตและปัจจุบัน พวกท่านมีอะไรตั้งมากมายที่จะเล่าให้คุณฟังครับ

ผมหวังว่าแนวคิดนี้จะทำให้คุณให้คุณมีมุมมองที่ดีขึ้นในหลายๆปีต่อจากนี้ มันเปนธรรมขาติที่จะต้องขบคิดกับตัวเองในช่วงหนึ่ง ให้คุณคิดว่า คุณได้ตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกเรียน เลือกทำงาน และเลือกในชีวิตนั้น คุณอาจจะรู้สึกอายถ้าต้องถูกเปรียบเทียบกับเพื่อนๆและคุณไม่ได้ประสบความสำเร็จ หรือไม่รู้ว่าตัวคุณเองกำลังทำอะไรอยู่ แต่เชื่อไหมครับ? ไม่มีใคร ณ ที่นี้ รู้จริงๆ ในสิ่งที่พวกเขาทำอยู่หรอก ผมสัญญาเลย แม้แต่คนที่ได้ฝึกงานที่ดีๆหรือเรียนต่อปริญญาโทแล้ว แม้แต่ผมก็ตามที! ตอนที่ผมจบใหม่ๆ ผมมักจะตั้งคำถามในตัวเอง ว่ากำลังไล่ตามสิ่งที่ “โง่เง่า” และไม่คงทนอย่าง “ศิลปะฎ หรือเปล่า ผมคิดว่าเพื่อนคนอื่นๆกำลังทำสิ่งที่ถูกในชีวิตและงานของพวกเขาแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ผมมีกำลังใจต่อไปคือ เพื่อนที่ดี โชคดีที่ผมผ่านช่วงเวลาที่อ่อนไหวกับ Wes และ Ted ผู้ร่วมก่อตัง Wang Fu Production กับผม พวกเราเคยหลงทาง แต่อย่างน้อยพวกเราก็หลงทางด้วยกัน ดังนั้น จงพาตัวคุณเองไปอยู่กับคนที่มีทัศนคติที่ดี คนเหล่านั้นจะคอยสนับสนุนและผลักดันคุณให้ค้นพบความรู้สึกของ Passion และพวกเขาจะอยู่กับคุณเมื่อครั้งที่ชีวิตรักของคุณห่วยแตก

ให้เวลากับตัวคุณบ้าง แต่อย่าเสียเวลาไปโดยเปล่า สิ่งนี้แตกต่างกัน และหาให้เจอว่าสิ่งไหนที่จะทำให้คุณมีประสบการณ์ในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ให้สุดยอดที่สุด

 

ขอบคุณครับ !


 

เป็นยังไงบ้างคะเพื่อนๆ? อ่านแล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง สำหรับตัวเราเอง พออยู่ในช่วง 20s ครั้งนี้ก็มีปัญหาและหลายๆอย่างให้คิดเหมือนกัน พอฟังแล้วรู้สึกมีพลังมากขึ้นเลยค่ะ

ใครที่ต้องการดูคลิป หรืออ่านเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ที่เราต้องบอกว่าซึ้งกว่า และอินกว่ามาก สามารถติดตามได้เลยนะ! ขอให้กำลังใจอยู่ที่ทุกคนนะคะ สู้ๆไปด้วยกันนะ ขอบคุณค่ะ

SOURCE

https://wongfuphil.wordpress.com/2016/06/15/the-2-things-that-matter-most-to-people-in-their-20s/

 

คนสองคน ถ้า “บุคลิคภาพส่วนตัว” ต่างกันมากๆสามารถคบกันได้ไหม?

ในคาบของการเรียนปริญญาโทที่ CMMU ฉันได้มีโอกาสเรียนวิชานึงชื่อว่า Organization Behavior เกี่ยวกับวิชาการจัดการคนในองค์กร ซึ่งมีการนำ Personality Type ทั้ง 16 แบบมาศึกษาวิเคราะห์และนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน ซึ่ง P-type ดังกล่าวนั้นเรียกว่า Myers-Briggs Type Indicator หรือ MBTI  นั่นเองค่ะ โดย P-type นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น คู่ทั้งหมดสี่คู่คือ Introversion (I) or Extraversion (E) / Intuition (N) or Sensing (S) / Thinking (T) or Feeling (F) / Judging (J) or Perceiving (P)  นั่นซึ่งเจ้าตัวอักษรเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันอยู่ และสามารถอธิบายได้ว่า คนๆนี้มีนิสัยส่วนตัวเป็นอย่างไรค่ะ การทำงานที่เหมาะสมของเขาสามารถปรับใช้กับเราได้ไหม ซึ่งถ้าองค์กรทราบถึง P-type ก็จะมีประสิทธิภาพและการบริหารได้ดียิ่งขึ้น

img_2303-copy

ก่อนจะเริ่ม ขอพูดถึง Personality Type ก่อน เราต้องทำความเข้าใจว่า Personality Type ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน และ เปลี่ยนแปลงได้ยากมากถึงมากที่สุดค่ะ เพราะการกระทำของเรา หรือลึกๆในพื้นที่ส่วนตัวของเรา ถ้าเลือกได้ ก็จะเลือกกิจกรรมที่เป็น Personality Type สำหรับเราเอง เราจะรู้สึกสบายใจที่จะเป็นแบบนี้ แต่พฤติกรรม (Bahavior) ของเราอาจจะเปลี่ยนไปได้เวลาทำงาน เช่น บางคนขึ้นเป็นผู้บริหาร จะปรับพฤติกรรมตัวเองให้เป็นแบบ Extraversion (E)  เพราะต้องพบปะ พูดคุยกับผู้คนเยอะ แต่ลึกๆ หรือพอได้อยู่บ้าน ก็จะมีนิสัยรักความสงบ ชาร์ตพลังงานโดยการมีโลกส่วนตัวค่ะ

ทีนี้กลับมาถึงคำถามที่ทุกคนเคยนึกสงสัย เวลาที่เราคบกับใครคนหนึ่งว่า คนสองคน ถ้า “บุคคลิกภาพส่วนตัว” ต่างกันมากๆ หรือตรงข้ามกันอย่างสุดขั้ว จะสามารถคบกันได้ไหม?  คำตอบแบบชัดเจดเลยก็คือ “ได้เสมอเลยค่ะ” ;’)) และเพื่อนๆอย่าเพิ่งคิดว่าเหมาะหรือไม่เหมาะกันนะคะ เช่น เราจะเห็นคู่รักบางคู่ที่ดูไม่ค่อยมีอะไรเหมือนกันเลย แต่กลับอยู่ด้วยกันได้ บางคนดูเงียบขรึม ทั้งที่แฟนดูร่าเริงมาก พวกเขาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร? อาจจะฟังดูน้ำเน่ามากที่จะแค่พูดว่า “ก็เรารักกันนี่นา”  แต่มันเป็นเรื่องจริงค่ะ ฮ่าๆ มีเหตุผลตามหลักสนับสนุนอยู่ กล่าวคือ การที่เราเลือกชอบคนๆนึงและอยากจะคบกับเขาได้ มันมีหลายปัจจัยมากที่เชื่อมต่อกันอยู่ ทั้งฮอร์โมนและการหลั่งสารในสมองของเรา และบางครั้งเราก็เลือกชอบใครคนนึงเพียงเพราะเขาเป็นคนที่ดู “น่ารัก” สำหรับเรา โดยที่ไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็น Type ไหนกันแน่ เพราะชีวิตจริงของคนเราทุกคนคนคงไม่ได้เอาแบบสอบถามไปแจก แล้วก็ให้อีกฝ่ายทำ เพื่อให้ได้คำตอบหรอกใช่ไหมคะ ? ทีนี้เราก็ลองวิเคราะห์ดีกว่า ว่าคนในความสัมพันธ์เราเป็นคนอย่างไร เพื่อจะได้อยู่กันอย่างลงตัว ปรับตัวเข้าหากัน และเข้าใจเขาได้ดีขึ้นค่ะ

อาจารย์ได้ให้คำตอบนักเรียนในห้องว่า การที่คนเราถ้าคบกันได้ กล่าวคือ พวกเขาตระหนักและรับรู้ รวมถึง “ให้คุณค่า” กับสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีค่ะ พวกเขาจะมี Value บางอย่างร่วมกัน เช่น บางคนหัววิทยาศาสตร์มาก ก็จะรักและให้ค่าคนที่มีหัวศิลป์เพราะเป็นสิ่งที่เขาขาดหายไป และอยู่ด้วยกันได้เพราะว่า พวกเขาอาจจะมีจุดมุ่งหมายและให้ความหมายแก่บางอย่างร่วมกัน เช่น เป็นคนรักครอบครัวเช่นกัน หรือมีความรักในการเรียนรู้คล้ายๆกัน ประมาณนี้ค่ะ

ที่น่าสนใจคือ บางครั้ง คู่ตรงข้ามกันมักจะอยู่ด้วยกันและดึงดูดได้เหมือนกันค่ะ อย่างคู่ Judging (J) กับ Perceiving (P) กล่าวคือ คนนึงอาจจะเป็นฝ่ายวางแผน ส่วนอีกคนเป็นฝ่ายเรื่อยเปื่อย ไม่วางแผนอะไรเลย พอมาอยู่ด้วยกันเป็น ความเข้ากันอย่างลงตัว แบบนี้ก็ได้ค่ะ หรือ ยกตัวอย่างการคบหาในความสัมพันธ์ทั่วไป จากประสบการณ์ส่วนตัว คู่ตรงข้ามที่น่าสนใจ คือ ตัวฉันเป็น Introvert ค่ะ ฉันคิดว่าฉันมีเพื่อนเป็น Extovert เยอะมากพอสมควร แถมยังดึงดูดพวก E หลากหลายซะด้วยสิ  และบางครั้งฉันหนื่อยมากค่ะ ฮ่าๆ ชาว Introvert จะเหนื่อยง่ายมากๆ เวลาต้องพูด ต้องเข้าสังคม ไม่ชอบปาร์ตี้ ฉันรักการอ่านหนังสือและการเขียน จะพูดไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ ชอบอยู่แต่บ้าน (อาจเลยไปถึงขั้นรำคาญการเจอคนเยอะด้วย) และฉันได้ค้นพบว่า ที่ตัวฉันเองดึงดูดเพื่อนๆ Type E  เพราะ Introvert เป็นฝ่ายที่รับฟังเก่งค่ะ มักจะพูดอะไร จะคิดก่อน จะใช้เวลานาน แต่เพื่อนๆ Type E จะเป็นพวกคิดไปด้วย พูดไปด้วย รักการเข้าสังคม มีพลังงานจากการพบเจอผู้คน ประมาณนี้ค่ะ ฮ่าๆ ซึ่งตัวฉันก็มักจะแอบปลื้มเพื่อนๆที่เป็น Extovert อยู่บ่อยๆเช่นกัน (เพราะทำแบบเค้าไม่ได้) เราคิดว่าก็ต้องทำความเข้าใจกันและกัน และให้พื้นที่แก่ทั้งคู่ค่ะ ;’))

อย่างไรก็ตาม การศึกษาอ้างอิงส่วนใหญ่มักแนะนำว่า ถ้าเป็นพวกเดียวกันก็จะเข้าใจกันและอยู่ร่วมกันได้ดีกว่าค่ะ  แต่สำหรับฉัน ฉันว่าอาจจะเจอปัญหาเช่นกันสำหรับบางคู่ค่ะ เช่น คู่ Introvert เพราะ พอทะเลาะกันที ต่างคนก็ต่างไม่พูด ไม่เคลียร์ อยากอยู่ในพื้นที่นี้ และไม่ตามหากัน จบ หาย ลากันที ก็อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ ; ) ฉันลองนั่งจินตนาการถ้ามีอีกคนนิสัยเหมือนเราคงดี แต่มันจะต้องเจ็บปวดนิดนึงแน่เลย ฮ่าๆ เพราะฉะนั้น เราคิดว่า การที่เราขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะว่ารอใครอีกคนที่  Personality Type ต่างกันมาทำให้ลงตัว เหมือนเป็นความลับของจักรวาลเลยค่ะ ;’)

การศึกษาเรื่อง Personality Type ต่างๆดังกล่าวนี้ ถ้าเราตอบและเราค้นพบความจริงที่น่าสับสนเช่นกัน นั่นเพราะคนเราทุกคนไม่ได้เป็นอย่างใดอย่างนึงแบบสุดขั้ว สุดโต่งค่ะ  อย่างตัวเรา ฉันเองก็สงสัยว่าเป็น INFP หรือ INFJ กันแน่นะ ฉันคิดมาตลอดว่าเราเป็น P (Percieving) หรือเปล่า เพราะเราเองเป็นสาวสายติสท์ ชิวและเซอร์มากๆ ชอบล่องลอยไปนั่นนี่ คำตอบคือ ที่ฉันคิดว่าฉันเป็น P (Percieving) เพราะพื้นฐานทางบ้านฉันชิวๆค่ะ ฮ่าๆ แถมคนไทยยังมี Cultural Background ที่ “สบายๆ” ด้วย ก็เลยกลายเป็นคนผ่อนปรนไปซะได้  สรุปสังคมพาไปนั่นเองค่ะ ฮ่าๆ แแต่เราค้นพบว่า ลึกๆฉันเป็นมนุษย์พวก  J (Judging) ค่ะ เพราะเราชอบทำตามแผน เป็นขั้นตอน และอยากได้ Deadline ชัดเจนมากเช่นกันค่ะ อย่างตอนที่ไปเที่ยว ถ้าพวก Percieving  จะไม่สนใจ ไม่แคร์ว่าจะไปไหนบ้าง ประมาณว่า ไปถึง เดี๋ยวก็รู้กันเนอะ แต่พวก Judging ก็จะวางแผนตลอดเลย และฉันค้นพบว่า ฉันเคยไปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียว และวางแผน โดยที่เปิดกูเกิ้ลแบบเป๊ะๆ แถมยังวางแผนจดจำการเดินทางโดยตนเองเลย และฉันก็ชอบวางแผนให้คนอื่นอย่างชัดเจนแน่นอนด้วยค่ะ เราคิดว่า สิ่งเหล่านี้ถ้าเราเป็นพวก Perceiving (P) เราอาจจะไม่ทำก็ได้ค่ะ เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราเลยกำลังค้นหา และศึกษาคำตอบของเราเช่นกัน แต่ตัวอักษรสามตัวแรกอของเราอย่าง Introvert (I) , Intuition (N) และ Feeling (F) นี่เราทำกี่ทีก็ได้เหมือนเดิมค่ะ ;’)

สิ่งที่ฉันต้องการอยากจะบอกก็คือ การเรียนรู้นิสัยส่วนตัว และ Personality Type นั้น สอนให้เราเป็นคนไม่ตัดสินผู้อื่นค่ะ เวลาไปทำงาน หรือเจอเจ้านาย จะทำให้เราวิเคราะห์ได้ ว่าเจ้านายเป็นคนแบบนี้ เราควรทำอย่างไรให้การตกลงมีความลงตัว หรือ เราอาจจะเจอคนที่ไม่เหมือนเรา และคิดว่า เอ๊ะ มีคนแบบนี้บนโลกด้วยหรอ .. ปรากฏว่ามีอยู่จริงค่ะ สิ่งที่อยากให้ทุกคนได้เรียนรู้คือ ลองสังเกตคนรอบตัว ลองเดาว่าเขาเป็น Personality Type อะไร และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนะคะ ;’)

ปล. แล้วเพื่อนๆละคะ มีบุคลิคภาพส่วนตัวของแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง? ทุกคนสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ที่ให้ไว้ได้นี้ค่ะ (เป็นภาษาอังกฤษนะคะ) มีการ์ตูนน่ารักและอธิบายได้เข้าใจมากเลยค่ะ ถ้าเพื่อนๆคนไหนสนใจอยากพูดคุยและศึกษาไปด้วยกัน ฉันยินดีเสมอเลยนะคะ  ^_ ^ https://www.16personalities.com/articles/our-theory

เคล็ดลับวิธีการเรียนภาษาต่างประเทศอย่างไรให้ได้ผลสูงสุด

เคล็ดลับวิธีการเรียนภาษาต่างประเทศอย่างไรให้ได้ผลสูงสุด
Refer to ST. GEORGE INTERNATIONAL THE LANGUAGE SPECIALIST
English School in Central London
language

       สวัสดีค่ะเพื่อนๆ วันนี้จะมาแนะนำถึงเคล็ดลับวิธีการเรียนภาษาต่างประเทศอย่างไรให้ได้ผลสูงสุดกันค่ะ สำหรับคนที่เรียนภาษาแล้ว เราทุกคนต่างอยากทราบถึงเคล็ดลับที่จะทำให้ภาษาของเรามีการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาอันสั้นใช่ไหมคะ? วันนี้เราจะมาดูกันว่าการเรียนภาษาต่างประเทศให้ได้ผลนั้น เราควรทำอย่างไรกันบ้าง ลองมาดูกันเลยค่ะ

1.) จงหมั่นศึกษาและเรียนรู้ในทุกวัน
เพราะชีวิตคือการเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ แม้ว่าเราจะเหนื่อยมากๆก็ขอให้อดทน อย่าท้อแท้นะคะ ให้เราเจียดเวลาสัก 5-10 นาที มาเรียนรู้ในทุกวันค่ะ เราอย่าพลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้แลัศึกษาเพิ่มเติมนะคะ ให้เราใช้มันบ่อยๆค่ะ ไม่งั้นเราก็จะลืม จำไว้ในคะ “การฝึกฝนทำให้เรากลายเป็นคนที่เก่ง”ค่ะ
LITTLE TIPS : เราอาจจะใช้เวลาในช่วงพักกลางวัน เข้าห้องน้ำ สัก 5-10 นาทีเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ หรือหาความรู้เพิ่มเติมในช่วงที่เราขึ้น BTS มาเรียนหรือทำงานก็ได้นะคะ

2.) จงมีความกระตือรือร้นและใส่ใจ
ขอให้เราอย่าลืมว่า “เป้าหมาย” ของเราคืออะไร? และให้เราคิดเสมอถึงวัตถุประสงค์นั้นค่ะ เราเรียนภาษาเพราะเรามีเป้าหมาย หรืออยากจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราหวัง ขอให้เราอย่าลืมว่า ถ้าเราสามารถไปถึงสิ่งที่เราตั้งใจเอาไว้ได้ ชีวิตเราก็จะดีกว่าเดิมแน่นอน ขอให้เราอย่าลืมและอย่าท้อแท้นะคะ
LITTLE TIPS : สร้างความตั้งใจว่า ฉันจะสอบผ่านระดับนี้ให้ได้ ฉันจะคุยกับชาวต่างชาติให้ได้ ก็ทำให้เราสามารถสร้างแรงบันดาลใจและมีความกระตือรือร้น และไม่ย่อท้อได้ค่ะ

3.) เก็บรักษาคำศัพท์เอาไว้
หากเราต้องการที่จะจดจำคำใหม่ๆได้จริงๆ เราอาจจะต้องทบทวนกับตัวเอง หกครั้งด้วยกันในระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงค่ะ เราควรสะสมไปในทุกวัน จากวันๆหนึ่งแล้วก็กลายมาเป็นอาทิตย์ค่ะวิธีการง่ายๆคือ ให้เราเขียนคำศัพท์คำใหม่ลงไปในสมุดโน้ตเล็ๆที่เราสามารถพกพาได้ หรือเก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือที่เราสามารถหยิบมาอ่านได้ง่ายนั่นเองค่ะ

[เรื่องน่ารู้] สถิติของความสำเร็จในการจำคำศัพท์
จดบันทึกในสมุดโน้ต           86%
บันทึกในมือถือโทรศัพท์       74%
บันทึกในบัตรคำศัพท์           67%
ไม่บันทึกเลย                21%

4.)  อ่าน อ่าน อ่าน แล้วก็อ่าน!
จงโปรดอ่านสิ่งต่างๆที่คุณชื่นชอบ (ในภาษานั้นๆ) สิ่งที่คุณคิดว่าไม่น่าเบื่อ แล้วก็จดจำหรือทำให้คุ้นชินกับรูปแบบไวยากรณ์ หรือคำศัพท์คำสำคัญค่ะ ยิ่งคุณอ่านมากเท่าไหร่ คุณก็จะได้พัฒนาตนเองมากขึ้นเท่านั้นค่ะ

LITTLE TIPS : ถ้าคุณชื่นชอบดารา หรือฟังเพลง ลองเข้าไปอ่านทวิตเตอร์ อินสตาแกรม หรือเนื้อเพลงไหมคะ? จากนั้นเราก็จะได้เรียนรู้คำศัพท์ หรือไวยากรณ์ใหม่เพิ่มขึ้นไงค่ะ

5.) จงมีความกล้าหาญ!
คุณไม่ต้องเป็นกังวลไปนะคะหากจะผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ไม่มีถือเอาเป็นสิ่งที่ผิดขนาดนั้นค่ะ! เมื่อคุณได้เรียนรู้คำศัพท์ หรือไวยากรณ์ใหม่แล้ว ให้เลือกที่จะใช้ในทันที ถ้าเราใช้ไม่ถูก 100% แน่นอนว่าเจ้าของภาษาจะช่วยแก้ให้เราแน่นอนค่ะ อย่าลืมแข่งขันกับตัวเอง มีกำลังใจ และทำให้ได้นะคะ
LITTLE TIPS : คุณอาจจะถามเพื่อนเจ้าของภาษาก็ได้ว่า ฉันอยากพูดอย่างนี้ เขียนแบบนี้ ได้หรือไม่คะ? ก็ได้ค่ะ แน่นอนว่าเพื่อนชาวต่างชาติต้องยินดีช่วยแน่นอนคะ

6.) ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เป็นประโยชน์
เพื่อนๆลองฟังวิทยุ Podcasts ที่เป็นของเจ้าของภาษาดูไหมคะ? หรือไม่ก็ลองทำแบบทดสอบออนไลน์ ที่จะวัดความรู้และความสามารถของเรา เราอาจจะอ่านข่าวในภาษาต่างประเทศนั้นๆ ดูวิดีโอ เขียนคอมเมนท์ในบทความที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของบล็อก อัดเสียงตัวเราเองตอนพูดกับโปรแกรมฟรี สร้างบัตรคำศัพท์ของเราโดยการทำออนไลน์ เล่นเกมในภาษานั้นๆ หรือเก็บสะสมคำศัพท์ใน Google Drive ค่ะ

จริงๆแล้วเทคโนโลยีนั้นเป็นประโยชน์มากค่ะ และมีวิธีอีกมากมายที่เราสามารถใช้เพื่อให้เหมาะสมกับตัวเราและตัวเรามีความสุขในการเรียนภาษาได้ค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะกับทริคเล็กๆน้อยๆในการเรียนภาษา? คิดว่าทุกคนคงทราบดีอยู่แล้ว เพียงแค่เราอย่าท้อที่จะเรียนรู้นะคะ ยังไงขอให้เพื่อนๆสู้ๆ และได้พัฒนาการเรียนภาษาต่างประเทศไปด้วยกันนะคะ ขอบคุณค่ะ ^_^

ขอขอบคุณ ข้อมูล อ้างอิงจาก
http://www.stgeorges.co.uk/blog/free-english-lessons-in-london-perfect-student-competition

-pipinploy, 2016

เทคนิคการสัมภาษณ์งานหรือทุนเรียนต่อ ตอนที่ 1 [Interview Technique]

 

25090101125_140fb86bf3_c copy

สวัสดีค่ะทุกคน สำหรับนักศึกษาชั้นปีสี่ที่กำลังจะเรียนจบในเทอมนี้ และคนที่เพิ่งจบใหม่คงจะเป็นกังวลใจพอสมควรเลยนะคะกับการหางานหรือการสมัครทุนเรียนต่อ และสงสัยว่าตนเองจะเป็นอย่างไรในอนาคต (เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ T____T ) ไม่เป็นไรนะคะ เราเป็นเพื่อนกัน เราเองก็ยังต้องสู้ต่อไป และเชื่อว่ามีหนทางของแต่ละคนที่ต้องเลือกเดินอยู่ค่ะ   ไม่ว่าทำงาน หรือเรียนต่อต่างประเทศ เพราะฉะนั้น อย่าพึ่งท้อและสร้างความสุขของตนเองให้ได้นะคะ

วันนี้จะมาเขียนบันทึกที่ตนเองจดเอาไว้สำหรับเทคนิคในการไปสัมภาษณ์งานหรือทุน ที่เราได้เข้าไปร่วม Workshop ของสถานฑูตสหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่า YSEALI Prep for Success Workshop มาประมาณเมื่อครั้งปีที่แล้ว อันที่จริงเราลืมไปแล้วว่าตนเองได้จดบันทึกเอาไว้ พอบังเอิญกลับมาอ่านอีกครั้ง แม้จะเป็นภาษาอังกฤษแต่พบว่ามีประโยชน์มากเลยค่ะ เราจึงตั้งใจเขียนลงใน Blog และแปล รวมไปถึงรวบรวมความคิดตนเองเป็นภาษาไทยบันทึกเอาไว้ บางท่านอาจจะทราบถึงเคล็ดลับหรือเข้าใจกระบวนการในการไปสัมภาษณ์อยู่แล้ว ก็สามารถอ่านได้อีกครั้งเพื่อความเพลิดเพลินหรือ สามารถแนะนำได้นะคะ  หวังว่าคนที่เข้ามาอ่านจะได้รับประโยชน์และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของแต่ละคนเองได้นะคะ ขอบคุณค่ะ อย่าลืมสู้ต่อไปนะคะ

เทคนิคในการเข้าสัมภาษณ์งาน Interview Technique  : STEP ONE 

1.) Preparation การเตรียมตัว

แน่นอนว่า การเตรียมตัวเป็นสิ่งสำคัญ ก่อนอื่นเราควรทราบว่า รูปแบบของงานที่เราจะทำเป็นอย่างไร และการสัมภาษณ์จะเป็นรูปแบบใหม่เพื่อไม่ให้ตนเองต้องตื่นเต้นหรือประหม่าจนเกินไป

Please Do Your research and know “Type” of your job interview that you’ll encounter.

•one on one

•Panel (Many people) or focus group

•Phone / Skype

Research : Type of Scholarship , Company or Industry (What kind of company/customers to be dealt with)

•* Get permission from references (Tricky for new job)

ประเด็นที่เราเข้าใจคือ เราต้องทำความเข้าใจในบริษัทที่เรากำลังสมัคร รูปแบบของงานที่กำลังจะทำ และสิ่งที่เราต้องเจอเมื่อเราสอบสัมภาษณ์ค่ะ ในบริษัทส่วนใหญ่แล้ว ผู้สัมภาษณ์มักจะมีมากกว่าหนึ่งคนหรือรูปแบบ Panel ค่ะ เพราะการที่มีคณะกรรมการหลายคน จะช่วยให้เกิดความเป็นกลาง และจะสามารถช่วยกันประเมินและลงความเห็นกันว่าผู้สัมภาษณ์ตอบโจทย์ของนายจ้างได้หรือไม่ หรือแม้แต่สายการบิน ก็จะเห็นได้บ่อยๆว่าต้องทำ Focus group นั่นเพราะเราจะสามารถประเมินถึงศักยภาพ และการทำงานของการเป็นกลุ่มได้ดีขึ้นค่ะ (คิดว่าถ้าเกิดเราได้รับเข้าทำงานสายการบินจริงๆ เราต้องทำงานกับเพื่อนชาวต่างชาติ จากหลากหลายวัฒนธรรม และมีภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางเป็นการเผชิญกับการทำงานหลากหลายรูปแบบด้วย) สิ่งนี้จะช่วยคัดเลือกและประเมินได้ค่ะ

ในบันทึกนั้น เราได้จดไว้ว่า “การสมัครงานหรือทุน ถ้าคุณเลือกสมัครไปทุกอย่าง ฉันคงไม่สนใจคุณ” ถูกต้องแล้วค่ะ นั่นเพราะคุณต้องทราบว่าทุนนั้นทำอะไร ให้อะไรกับคุณบ้าง การเตรียมตัวทำให้เราทราบรายละเอียดและสิ่งที่เราต้องเผชิญใช่ไหมคะ? ถ้าสัมภาษณ์แบบ Skype ก็ให้ตรวจเช็คว่า การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของเราสะดวกไหม จะไม่ติดขัดใช่ไหม

และสำหรับทริคของการไปหางานใหม่คือ เราควรมี Reference จากหัวหน้าค่ะ (ในกรณีที่หัวหน้าทราบและเข้าใจว่าเราอยากลองไปเริ่มงานอย่างอื่น หรือเรียนต่อค่ะ)

2.) Anticipate and prepare

You may be asked these questions..

  • Tell me about yourself (How will you answer that?”) in 60 seconds 

❤ Not a biography, but how your Background makes you suitable for this position (See yourself and relationship that you’re applying for) Ex. All experiences that I’ve been in every countries

  • Be creative and think ahead
  • Give me an example of a time when …

– Ex. confronting discrimination as women.

  • Make sure you know where the interview will take place.

– Make practice run if necessary.

  • You should come earlier : Arrive early, but not too early (10 Minutes) to give yourself some time to cool down : *The weather in Thailand is hot and sweaty.

– Go to restroom and check your appearance one last time

– Turn off your phone

เคยได้ยินคำกล่าวไหมคะ ว่า “Only paranoids survives” ซึ่งการที่เราคิดล่วงหน้าเป็นเรื่องที่ควรเผื่อใจไว้ค่ะ เราควรมีแผนรองรับ มีการเตรียมตัว อันที่จริงจะมองในแง่ดีก็เป็นสิ่งที่ดีค่ะ แต่การที่เรามีความพร้อมในความเสี่ยงทุกรุปแบบย่อมน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าค่ะ

เพราะฉะนั้น การเตรียมพร้อม หรือตั้งคำถามที่อาจถูกถาม List เผื่อเอาไว้ เป็นสิ่งที่เราควรโน้ตเก็บไว้ค่ะ ส่วนใหญ่เลย เวลาเราไปสัมภาษณ์สมัครงานหรือทุน ต้องมีการแนะนำตัวค่ะ ซึ่งมีคนกล่าวว่า ทางผู้สัมภาษณ์มักจะให้เวลาเราประมาณ 60 วินาที หรือหนึ่งนาที ในการนำเสนอตนเองค่ะ เพราะฉะนั้น อย่าลืมฝึกฝนตนเองนะคะ

เราอาจจะได้รับคำถามที่บ่งบอกตัวเราในสภาวะกดดันต่างๆได้ เช่น คุณมีวิธีการรับมือย่างไรกับการมีอคติเรื่องเพศในที่ทำงาน (ในที่นี่ อเมริกาอาจจะเกิดขึ้นบ่อยค่ะ) หรือแม้แต่การสมัครแอร์ ที่เคยได้ยินจากเพื่อนหลายคน เราก็อาจจะเจอการจำลองสถานการณ์ต่างๆ ที่เราต้องใช้ไหวพริบ และพาตัวเองให้ผ่านพ้นปัญหาค่ะ  หรือไม่ เราก็ถูกถามตรงๆเลยว่า คุณเคยพบปัญหาหรือล้มเหลวในชีวิตมาก่อนไหม  แล้วคุณจะแก้ไขมันยังไง ซึ่งเราก็ควรมีคำตอบเตรียมไว้ในใจเก็บไว้นะคะ

เสริมต่อถึงการที่เราเตรียมพร้อมกับบทสัมภาษณ์ที่เราอาจจะเจอ อันที่จริงถ้าเราลอง List ดูมีสิ่งที่เราควรมองเห็นคือ ประสบการณ์ของเรา ที่ทำให้เราเลือก และอยากทำงานหรือเรียนต่อที่นี่ สิ่งนี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราโดดเด่นค่ะ

สำหรับอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เรามักจะเจอเลยคือ เวลาเราไปสัมภาษณ์ เราอาจจะหลงทาง (ไปที่ทำงานไม่ถูก) ยกตัวอย่างตัวเราเอง ถ้าเข้าเมืองมาเพลินจิต สุขุมวิท ก็หลงเหมือนกันค่ะ เพราะฉะนั้น ศึกษาให้ละเอียด หรือการลองไป ณ สถานที่ก่อนย่อมไม่เสียหายค่ะ เวลาไปสัมภาษณ์เราควรไปถึงก่อนเวลาสักเล็กน้อยค่ะ

(ไม่แนะนำให้ไปสายค่ะ เพราะแสดงออกถึงการไม่ตรงต่อเวลาและความรับผิดชอบ) และยิ่งโดยเฉพาะประเทศไทยเราแล้ว อากาศอาจจะร้อนและเหงื่อออกง่ายใช่ไหมคะ ถ้าเราไปถึงก่อน เราจะได้มีเวลาพักและตั้งสติให้กับตัวเรา เพื่อเข้าห้องสัมภาษณ์ต่อไป แน่นอนว่า รวมไปถึงอย่าลืมปิดเครื่องมือสื่อสารของเราเวลาเข้าสัมภาษณ์ด้วยนะคะ

❤ จบแล้วค่ะ กับเทคนิคการสอบสัมภาษณ์ในตอนที่ 1 : เย้ ;’)))

เป็นอย่างไรบ้างคะ ? ยังมีข้อแนะนำอีกที่เราจะบันทึกไว้ให้นะคะ ใครอ่านแล้ว อย่าลืมแชร์ความคิด หรือเสนอแนะได้นะคะ ถ้าผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

Thank you YSEALI Prep for Success Workshop  held by  U.S. Embassy Bangkok last year in May,2015. I am deeply appriciated with your Guideline and I hope that anyone come to read this blog could learn and get some technical knowledges which can become successful candidates for interview or Scholarship in the future. For more information about the Scholarship or details for Thai students who are interested in U.S.government-sponsored exchange programs.

Please Like page on Facebook : International Exchange Alumni Thailand https://www.facebook.com/Thai.IEA/?fref=nf  or visit http://yseali.state.gov/

ขอขอบคุณพี่ๆ รวมไปถึงท่านเจ้าหน้าที่สถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยมากเลยค่ะ ที่ได้ให้ความรู้สำหรับการเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์งานหรือสัมภาษณ์ทุนครั้งนี้ อันที่จริงตัวหนูเองลืมไปแล้วว่าได้เคยไปฟังมาแล้วจดบันทึกเอาไว้ พอค้นเจอสมุดจดแล้วกลับมาอ่านอีกที ก็รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถเป็นประโยชน์กับคนที่เข้ามาอ่านได้ค่ะ

สำหรับใครที่สนใจทุน หรือรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถกดเข้าไปดูในลิงค์ที่เราได้พิมพ์ไว้ข้างบนไว้นะคะ

ขอบคุณมากอีกครั้งนะคะ